5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์

Home / ทีนวาไรตี้ / 5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์
10 อันดับ ต่างประเทศ ประวัติศาสตร์

วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 5 อารยธรรมสุดโหดในประวัติศาสตร์ ที่เคยจดบันทึกไว้ มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ซึ่งตอนเรียนนั้นเราก็คงได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อารยธรรมของโลก ทวีป หรือประเทศต่างๆ กันมาพอสมควร เมื่อก่อนนั้นก็มักจะวิ่งตี ยึดเมืองต่างๆ เพื่อขยายอาณาจักร สร้างความเจริญ เป็นต้น และการรบในสมัยก่อนนั้นก็โหดไม่ใช่เล่นเลยจริงๆ กว่าจะได้ยึดครอง และที่สำคัญศัตรู ถ้าไม่ถูกนำไปใช้งานต่อ ก็คงนำมาซึ่งจุดจบของชีวิต ..

5 อารยธรรมสุดโหดในประวัติศาสตร์
ที่เคยจดบันทึกไว้

เดอะเซลท์ (The Celts)

เนื่องจากชนกลุ่มนี้มักจะมีปัญหากับชาวโรมันอยู่เสมอๆ ในประวัติศาสตร์ได้ทำการบันทึกไว้ว่า หากชนกลุ่มนี้รบชนะคู่ต่อสู้แล้วก็จะทำการตัดหัวของคู่ต่อสู้มาทำการประดับบ้าน ทั้งในและนอกบ้าน เรียกกันว่าเข้าไปชนกลุ่มนี้เมื่อไหร่ ได้เห็นหัวคนห้อยระโยงรยางค์เต็มไปหมด ยิ่งบ้านไหนมีมากแสดงว่าเป็นบ้านของนักรบที่เก่งกาจ

5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์

ชาวแอซแทค (The Aztecs)

จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ทราบว่าวิธีกำจัดศัตรูของชาวแอซแทคว่าหฤโหดเกินจินตนาการแค่ไหน โดยวิธีการของเขาก็คือจะนำเอาศัตรูมาอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อน จากนั้นก็จะนำเสื้อคลุมของเทพดวงอาทิตย์มาใส่ให้จากนั้นก็นำขึ้นไปบนหอคอยสูงประมาณสัก 30 เมตร แล้วก็ให้นักบวชชาวแอซแทคจับแขนขาไว้คนละข้างทำการยึดเอาไว้ จากนั้นก็จะมีนักบวชอีกคนค่อยๆ ใช้หินมีดผ่าเปิดหน้าอกช้าๆ (ศัตรูคงร้องและดิ้นร้นน่าดูเลย) แล้วจึงดึงหัวใจที่กำลังเต้นออกมาแล้วทำการชูไปที่ดวงอาทิตย์ พร้อมถีบศพทิ้งมาลงตามบันได้ ให้คนควักเอาตับ ไต ไส้พุง รวมถึงอวัยวะต่างๆ กินกันดิบๆ อย่างนั้นเลย

บางครั้งพวกนักบวชจะถลกหนังเหยื่อและนำมาคลุมร่างไว้ราว 20 วันโดยไม่ทำการอาบน้ำเลย ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ได้ทำการบันทึกไว้ ทำให้เราทราบว่ามีคนไม่ต่ำกว่า 20,000 คนที่ตายด้วยวิธีนี้ภายในเวลาเพียง 4 วัน

5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์

ชาวสปาตัน (The Spartans)

ในความจริงแล้ว ชนเผ่านี้นะ โหดกว่าที่ในภาพยนตร์แสดงเยอะเลย ฉากที่โยนเด็กทารกจากหน้าผานะ ในประวัติศาสตร์นะมีจริงนะครับ พวกเขาจะกำจัดเด็กที่บกพร่องทางร่างกาย (รูปร่างผิดปรกติและพิกลพิการ) ด้วยการโยนจากหน้าผา พวกที่อยู่นั้นพออายุ 7 ปี เด็กผู้ชายก็จะถูกพรากไปจากพ่อและแม่ ไปทำการฝึกเป็นนักรบ และทำการเคี่ยวโดยการให้รบกันเองจนเหลือสุดยอดนักรบ

5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์

ชาวอัสซีเรียน (Assyrians)

ชนกลุ่มนี้มีอารยธรรมอยู่ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล มีถิ่นฐานอยู่ในดินแดนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย แถบลุ่มแม่น้ำไทกรีส มีความเจริญสูงสุดในช่วง 745-626 B.C. เหล่านักรบของอัสซีเรียน ได้ชือว่ามีความสามารถในการรบอย่างน่ากลัวที่สุด โดยในการรบจะใช้กองทัพธนูเหล็กเป็นทัพหน้าตามด้วยกองพันทหารม้าและรถศึก นอกจากนี้พวกเขายังมีอาวุธที่สุดมหัศจรรย์นั่นก็คือ เหล็ก (พวกอื่นยังใช้ทองแดงกับสำริดอยู่) ดังนั้นเมื่อปะทะอาวุธกัน จึงไม่ต้องคิดเลยว่าใครจะได้เปรียบ หลังจากการรบแล้วจะทำการเผา และทำการกวาดต้อนเชลยมารวมกันทำการสังหารหมู่ และนำหัวมาแขวนไว้ข่มขวัญศัตรู

5 อารยธรรมสุดโหด ที่เคยจดบันทึกในประวัติศาสตร์

จักรวรรดิมองโกล (Mongol Empire)

นี่ละสุดยอดนักรบในตำนาน มหาโหด จนสุดโหด กล่าวได้ว่าหากเจงกิสข่านไม่ตายซะก่อนมีหวังโลกทั้งโลกได้อยู่ในอุ้งเท้าของชนกลุ่มนี้แน่ๆ นักรบกลุ่มนี้โหดแค่ไหน ดูจากชื่อเรียกที่ชาวยุโรปเรียกเอาก็แล้วกันครับ Tartar ซึ่งแปลว่าผู้มาจากทาทารัส ซึ่งคุณเจ้าทาทารัสนี่คือนรกที่ลึกที่สุดในตำนานของกรีก

คำนวณกันว่าระหว่างที่ชาวมองโกลเผยแพร่อิทธพลอยู่นั้นมีคนเสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน และทำให้ภายให้เวลาเพียง 50 ปี ประชาชนในประเทศจีนลดลงไปครึ่งหนึงทีเดียว (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าตายกันแหลกราญ) สาเหตุที่คนตายกันแบบวินาศเช่นนี้เพราะชาวมองโกลมักจะทำการฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์สำหรับชนเผ่าที่ไม่ยอมจำนน เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับศัตรู

5 อารยธรรมสุดโหดในประวัติศาสตร์ ที่เคยจดบันทึกไว้
ในปี ค.ศ. 1346 กองทัพมองโกลเข้าโจมตีเมือง แคฟฟา ของอิตาลี กองทัพของมองโกลไม่สามารถตีเข้าเมืองได้ และในจังหวะนั้นได้เกิดมีกาฬโรคขึ้นในกองทัพมองโกล ไม่รุ้ไปได้แนวคิดสุดโหดมาจากไหน ขณะที่ทหารกำลังตายเป็นใบไม้ร่วง แทนที่จะนำศพไปฝังหรือเผา กับนำเอาศพเหล่านั้นแทนก้อนหินใส่เครื่องยิงเข้าไปในเมืองแคฟฟาทำให้คนในเมืองแตกตื่นจนขวัญหนีเมื่อเป็นศพที่ถูกยิงเข้ามา และแน่นอนโรคนี้ก็เข้าไประบาดในเมือง จนคนล้มตายเป็นจำนวนมาก นี่อาจจะเป็นการใช้อาวุธเชื้อโรคครั้งแรกที่มีการบันทึกก็ได้

แต่ความโหดของกองทัพนี้ยังไม่ได้หยุดแค่นี้ หลังจากตีเมืองแคฟฟาได้แล้วก็ลุยต่อไปข้างหน้าเพื่อโจมตีเกาะชิชิลี และยุโรปตะวันออก โดยใช้วิธีเดียวกันนี้ เล่นเอาในการรบคราวนี้มีคนล้มตายเพราะอาวุธเชื้อโรคชนิดนี้ไปน่าจะไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน

ขอบคุณที่มา  http://orthodox.exteen.com