10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน

Home / ทีนวาไรตี้ / 10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน

วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน มาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันคะ โดยทั้ง 10 ดินแดนนี้เป็นเรื่องเล่า ตำนานที่คนหลายยุคหลายสมัยนั้นเล่าต่อและสืบขานมายังปัจจุบัน เรียกได้ว่าแต่ละที่นั้นล้วนเป็นดินแดนมหัศจรรย์ มีความพิเศษที่แตกต่างกันไป เป็นเมืองในอุดมคติ – สวรรค์ของมนุษย์ที่อยากจะมีทั้งนั้น ถ้าเพื่อนๆ อ่านแล้วชอบดินแดนไหนมาบอกต่อกันนะคะ ^^

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน 

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Shangri-la (แชงกรี-ลา)

1. Shangri-la (แชงกรี-ลา)

เมืองแห่งความสงบ ณ ภูเขาหิมาลัย ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง สถานที่ทุกอย่างสวยงาม และอุดมสมบูรณ์ จนทุกคนพูดเหมือนกันว่า Utopia (เมืองในอุดมคติ) เป็นเมืองที่มีแต่ความสุขและสงบ ทุกคนที่อยู่ที่นี่เกือบจะเป็นอมตะทุกคน

แชงกรี-ลา เป็นดินแดนสมมุติที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง Lost Horizon ของเจมส์ ฮิลตัน นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1933 อาจกล่าวได้ว่าสถานที่นี้เปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน ทำขึ้น เพื่อปลอบประโลมจิตวิญญาณของผู้คนที่กำลังสับสนกับชีวิตหลังสงครามโลกครั้ง ที่ 1 โดยหนังสือเล่มนี้ทำให้ชาวโลกรู้จักเมืองแชงกรีลาซึ่งเป็นภาษาธิเบตหมายถึง ทางนำไปสู่ดวงตะวันและดวงจันทร์โดยดวงจิต หรือ ดินแดนอีกด้านหนึ่งของโลก หรือ แดนสวรรค์บนโลก

โดยหนังสือได้พรรณนาว่าเป็นดินแดนเร้นลับแห่งใดแห่งหนึ่งในธิเบต และมีความเชื่อที่ว่า นี่คือดินแดนในฝันของมนุษยชาติชุมชนที่สวยงามสงบสุข มีอารยธรรมสูง ไม่มีความรุนแรง ไร้ซึ่งความกังวลใจ ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาสูงใหญ่ที่ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ความสงบ อากาศเย็น และผู้คนมีความเป็นมิตร มีอายุวัฒนะ แต่จะหายไปทันทีถ้าใครออกไปนอกเขตแชงกรีลา

ปัจจุบันชื่อของแชงกรีลากลายเป็นชื่อเมืองหนึ่งของจีน คือตี๋ชิง(Diqing) อำเภอตี๋ชิง เขตจงเตี้ยน บริเวณตะเข็บรอยต่อของมณฑลยูนนานและทิเบต โดยทางจีนประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 1997 (โดยศึกษาค้นคว้า ตามคำบรรยายของ เจมส์ ฮิลตัน เทียบกับพื้นที่ต่างๆในประเทศจีนมาร่วมปี)

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Garden of Eden (สวนอีเด็น หรือ สวนเอเดน)

2.Garden of Eden (สวนอีเด็น หรือ สวนเอเดน)

สวน อีเดน เป็นสถานที่บรรยายไว้ในพระธรรมปฐมกาล ว่าเป็นสถานที่มนุษย์สองคนแรกที่พระเจ้าสร้าง คือ อาดัมและอีฟ นอกจากนั้นมันยังอยู่ในบันทึกจารึกในตำนานของชาวสุเมเรียนด้วยว่าเป็นดินแดน ที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ที่นั่น

สวนที่ทุกคนไม่ต้องทำอะไร ทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด คุณสามารถขี่เสือไปตามแมกไม้ต่างๆได้ อยากนอนที่ไหนก็นอน อาหารก็มีเพียบพร้อม วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร แถมทุกคนที่อยู่ที่นี่ เปลือยหมดทุกคน! (อาจเป็นสวรรค์ของผู้ชาย รึเปล่า?) คงมีเรื่องห้ามอยู่แค่สองเรื่องคือ ห้ามกินแอปเปิ้ล และ อย่าฟังคำพูดของงู

โดยสวนนั้นบรรยายไว้ว่าสวยงามราวกับสวรรค์ สงบสุข มีพืชพรรณอาหารอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า แม่น้ำใสสะอาด ต้นไพรพฤษาแผ่เงาร่มเย็น แต่ปัญหาคือถ้าสถานที่นี้มีจริง มันจะอยู่จุดไหนของโลกกันแน่ โดยหลายคนเชื่อว่าสวนอีเดนนี้อยู่ในโมโสโปเตเนีย ทางภาคกลาง เนื่องจากบันทึกการสร้างโลกในพระธรรมปฐมกาลได้กล่าวถึงที่ตั้งของสวนอีเด็น ว่าอยู่ในบริเวณแม่น้ำสำคัญสี่สาย คือ แม่น้ำพิชอน แม่น้ำกิฮอน แม่น้ำไทกริส และแม่น้ำยูเฟรติส (ซึ่งอยู่ในบริเวณประเทศอาร์เมเนีย,ยอดเขาอารารัต,เยเรวาน หรือที่ราบสูงอาร์เมเนีย)

อยู่ในบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน น่าจะเป็นบริเวณคอเคซัสโบราณโดยเฉพาะบริเวณใกล้กับอาร์เมเนีย แต่ที่ตั้งของแม่น้ำทั้งสี่ยังเป็นที่ถกเถียงกันและยังไม่มีหลักฐานเป็นที่ แน่นอนที่สนับสนุนที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำนอกจากที่กล่าวในพระธรรมปฐม กาลเอง และ วรรณกรรมยิว-คริสเตียนเช่น “จูบิลี” สมมุติฐานอื่นก็ว่าตั้งอยู่ที่เมโสโปเตเมีย ทวีปแอฟริกา หรือ อ่าวเปอร์เซีย สมมุติฐานหลังมาจากหลักฐานของลุ่มแม่น้ำสี่สายที่มาพบกันที่เป็นที่ผลิต ทองคำ และยางไม้หอม ซึ่งตรงกับการพรรณนาการสร้างโลกดังกล่าว

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Cockaigne

3. Cockaigne

เป็นดินแดนจินตนาการในตำนานในยุคกลาง ที่เรียกว่าสวรรค์บนดินชัดๆ โดยเล่าว่า เป็นดินแดนที่ไม่มีกฎหมายและไม่มีกฎใดๆ ในเมืองแห่งนี้ มีเสรีภาพทางเพศ มีอาหารการกินอุดมสมบรณ์ทั้งบนดินและบนท้องฟ้า(ฝนตกเป็นชีส) และอากาศที่สบายเหมาะแก่การนอน

โดยเมืองแห่งนี้ปรากฏอยู่ในบันทึก the Latin “Cucaniensis” และ the Middle English “Cokaygne” นอกจากนั้นในประเทศต่างๆ เรียกชื่อเมืองนี้แตกต่างกัน เช่น ดัตช์เรียกเมืองนี้ว่า “ดินแดนแห่งความขี้เกียจ” เยอรมันเรียกเมืองนี้ว่า “ดินแดนแห่งน้ำนมและน้ำผึ้ง” สวีเดนเรียก ดินแดนเพื่อนสันหลังยาวและไขมัน บางประเทศก็เรียก “ดินแดนแห่งอาหาร”

แน่นอนดินแดนแห่งนี้ไม่มีอยู่จริงในโลกแน่นอน โดยที่มาของเมืองนี้เป็นการสมมุติเมืองแบบยูโทเปียแบบเมืองสวรรค์ ที่ความเกียจคล้ายและการกินเป็นอาชีพหลัก ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนในฝันของชาวนายุคกลาง ซึ่งอาชีพชาวนาสมัยนั้นลำบากมากๆ

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Valhalla (วัลฮัลลา)

4. Valhalla (วัลฮัลลา)

สวรรค์ วัลฮัลลา เป็นตำนานของสแกนดิเนเวีย ปรากฏในศตวรรษที่ 13 ในกวี Edda ตามตำนานเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ของชาวนอร์ส (หรือพวกไวกิ้ง) ปกครองโดยพระเจ้าโอดินที่มีคำสั่งให้วาลคิวรี รวบรวม วิญญาณของเหล่านักรบผู้กล้าที่ตายมาในดินแดนแห่งนี้ เพื่อฝึกฝนเตรียมตัวในการทำสงครามแร็คนาร็อก โดยจะมีสัตว์ประหลาดออกมาเพื่อต่อสู้ หากชนะก็จะสามารถกินดื่มกันไม่อั้น

ภายในมีอาคารขนาดใหญ่ที่เรียกว่าวิหารแห่ง นักรบ Valhalla วิหารแห่งนี้มี 540 ประตู ใช้หอกเป็นจันทัน ใช้โล่เป็นหลังคา และใช้แผ่นเกราะตรงหน้าเป็นม้านั่ง นอกจากนั้นยังมีหมาป่าเป็นผู้รักษาประตูทิศตะวันตกและนกอินทรีย์คอยบินโฉบ เฉี่ยวไปมา ที่นี้สามารถดื่มสำราญกันอย่างไม่มีสิ้นสุด หมูที่กินไปหมดแล้วก็มีมาเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมด น้ำที่ดื่มเป็นไวน์ที่ดื่มก็ไม่มีพร่อง และเมื่อถึงเวลาสงครามนักรบ 800 คนจะเดินสวนสนามออกไปทางแต่ละประตู (ดินแดนแห่งนี้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องการผจญภัยของบิลลี่กับแมนดี้)  เป็นสวรรค์สำหรับนักรบอย่างแท้จริง

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Beimeni (น้ำพุแห่งความวัยเยาว์ )

5. Beimeni (น้ำพุแห่งความวัยเยาว์ )

ที่นี่คือสถานที่ที่มีน้ำพุแห่งชีวิตซึ่งบำรุงผิวพรรณและทำให้ไม่แก่ลง เพราะฉะนั้น ที่นี้ คุณจะไม่มีวันแก่ มีรอยเหี่ยว แต่จะเป็นหนุ่มเป็นสาวไปตลอดชีวิต

น้ำพุแห่งความวัยเยาว์ เป็นเรื่องเล่าของนักสำรวจสเปน ที่ได้พบเห็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ซึ่งผู้ใดได้ดื่มกินจะกลับเป็นหนุ่มสาวได้ โดยเรื่องนี้เริ่มขึ้นเมืองนักสำรวจสเปนชื่อดังนามฮวน ปองเซ เดอ ลีอองต้องการเดินทางไปในดินแดนแห่งใหม่คืออเมริกา ระหว่างทางเขาได้ยินชาวพื้นเมืองที่กล่าวถึงน้ำพุนี้อย่างน่าสนใจ เขาเลยออกตามหา โดยสถานที่แรกที่ไปคือบริเวณที่ตั้งของรัฐฟลอริด้าในปัจจุบัน ไปจนถึงเกาะแห่งหนึ่งคือเกาะบิมินี่

แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยเห็นน้ำพุที่ว่านี้ด้วยตาของตนเองเลยชั่วชีวิต แต่เขาก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง จึงนำเรื่องของมันเล่าแก่เพื่อนๆ นักเดินเรือจนเป็นที่แพร่หลายแก่หมู่นักเดินเรือชาวสเปนในยุคสำรวจโลกในเวา ต่อมา ปัจจุบันน้ำพุแห่งวัยเยาว์กล่าวเป็นศัพท์ที่ที่อุปมาเกี่ยวกับแนวทางการค้น หาชีวิตที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์ยืนยาวในทางวิทยาศาสตร์

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Avalon (อวาลอน)

6. Avalon (อวาลอน)

อวาลอน (คาดว่ามาจากคำในภาษาเคลติก abal หมายถึง แอปเปิ้ล) เป็นเกาะและเมืองในตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ได้เชื่อว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์อาเธอร์อยู่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ปรากฏครั้งแรกในวรรณกรรมของเจฟฟรีย์แห่งมอนมอธ ในบันทึกประวัติศาสตร์จำลอง ฉบับ ค.ศ. 1136 เรื่อง Historia Regum Britanniae (“ประวัติกษัตริย์แห่งบริเตน”)

ในตำนานเล่าว่าในที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห่งแอปเปิล มีที่สวยงามและอร่อยที่สุดในโลก และยังเป็นสถานที่ที่สร้างดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์ และเป็นที่ซึ่งอาเธอร์ใช้รักษาแผลบาดเจ็บจากการรบ หลังจากการศึกครั้งสุดท้ายที่คัมลานน์

นอกจากนั้น ในตำนานของชาวคริสต์ ช่วงที่พระเยซูฟื้นจากความตาย ได้บอกกับโจเซฟว่า เขาจะไปยังที่อวาลอนแห่งนี้ ซึ่งความจริงแล้วบนโลกของเรามีชื่อเกาะอวาลอนอยู่จริง ในประเทศอังกฤษ ซึ่งในปีค.ศ.1911 นักบวชที่วิหารกลาสตันเบอรี่ ในซอมเมอร์เซต บน พบพระศพของกษัตริย์และราชินีคู่หนึ่ง ต่อมาประกาศว่าเป็นพระศพของกษัตริย์อาเธอร์และราชินีของพระองค์ ทางพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 จึงโปรดให้จัดพิธีฝังพระศพขึ้นใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันดีงามและเป็นความ ฝันของชาวอังกฤษ หากแต่ในเวลาต่อมาก็พบว่ามันเป็นของปลอม และเกาะอวาลอนที่แท้จริงนั้นก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันอยู่ที่ใดกันแน่ (เกาะอวาลอนปรากฏอยู่ในการ์ตูนหลายเรื่อง หนึ่งในคือการ์ตูนมหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์)

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
El Dorado (นครทองคำ)

7. El Dorado (นครทองคำ)

เป็น ภาษาสเปนเดิมมีความหมายว่า “มนุษย์ทองคำ” แต่กในเวลาต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “นครทองคำ” ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำและอัญมณีที่มีค่า เป็นสถานที่ที่ตกแต่งด้วยทอง ทุกอย่างทำด้วยทอง แม้แต่การประกอบพิธีกรรมหัวหน้าเผ่าจะต้องเปลือยกายลงไปชุบตัวในบ่อทอง แล้วจึงจะประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ ซึ่งพอตกค่ำหัวหน้าเผ่าก็จะชำระร่างกายไปกับกระแสน้ำเพื่อพัดเอาทองออกไป คิดดูว่าใช้ทองได้สิ้นเปลืองกันขนาดนี้ ถ้าได้อยู่ที่นี่เอาทองไปขาย ท่าทางจะไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

ในตำนานเล่าว่าเรื่องของนครทองคำนี้มาจากอินเดียแดงเผ่าชิบชาเชื้อสายมูอิส กาบนเทือกเขาแอนดีส เมืองแห่งนี้ทุกบ้านตกแต่งด้วยทอง ทุกอย่างทำด้วยทอง แม้แต่พิธีกรรมสำคัญของพวกเขาอย่างพิธีบวงสรวงเทวีแห่งทะเลสาบกัวตาวีตา กษัตริย์มูอิสกาจะต้องทาตัวด้วยยางไม้จนทั่วแล้วลงไปเกลือกในผงทองแล้วโดดลง ในน้ำในทะเลสาบล้างผงทองตามตัว แล้วโยนเครื่องทองและอัญมณีลงทะเลสาบ

โดยประเพณีดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 1500 แต่มันก็ได้กระตุ้นให้มันก็ได้กระตุ้นให้นักสำรวจชาวสเปนและชาวยุโรปเข้ามา สำรวจและยึดคลองดินแดนหลายแห่งในทวีปอเมริกาใต้(รวมไปถึงการปล้นทองคำจากชาว พื้นเมืองหลายพื้นที่) แม้แต่โคลัมบัสก็เคยได้ยินเรื่องนี้และพยายามตามหาเหมือนกัน (เมื่อปี 1502) โดยคาดว่านครทองคำนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำโอรีโนโก ในเวเนซุเอลา ใช้เวลาเดินทาง 10 วัน แต่ก็ล้มเหลว

ต่อมาก็มีนักสำรวจหลายคนพยายามค้นหานครที่ว่านั้นในอเมริกาใต้ โดยครอบคลุมถึงแม่น้ำอเมซอนเลยทีเดียว หากแต่คนที่รอดกลับมานั้นมีไม่กี่คน และชื่อของเอลโดราโดก็อยู่ในนิยายและวรรณกรรมหลายเรื่อง นอกจากนั้นยังถูกตั้งเป็นชื่อเมืองและสถานทีในอเมริกาใต้และอเมริกาหลายแห่ง เช่น เอลโดราโดเคาน์ตีในแคลฟอร์เนียและรัฐอาร์คันซอ

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
ตำนานป่าหิมพานต์

8. ตำนานป่าหิมพานต์

ตามตำนานกล่าวไว้ว่าป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเขา หิมพานต์ หรือหิมาลายา (หิมาลัย) คำว่า “หิมาลายา” นั้นเป็นคำที่ มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตซึ่งแปลว่าสถาน ที่ๆ ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ภูเขาหิมพานต์ประดิษฐานอยู่ในชมพูทวีปมีเนื้อที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๙,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด

มีสระใหญ่ ๗ สระคือ ๑ สระอโนดาต ๒ สระกัณณมุณฑะ ๓ สระรถการะ ๔ สระฉัททันตะ ๕ สระกุณาละ ๖ สระมัณฑากิณี ๗ สระสีหัปปาตะ บรรดาสระใหญ่ทั้ง ๗ นั้น สระอโนดาตแวดล้อมไปด้วยภูเขาทั้ง ๕ ที่จัดเป็นยอดเขาหิมพานต์ ยอดเขาทุกยอด มีส่วนสูงและสัณฐาน ๒๐๐ โยชน์ กว้างและยาวได้ ๕๐ โยชน์ สวรรค์ของคนชอบว่ายน้ำจริงๆ!

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Utopia (ยูโทเปีย)

9. Utopia (ยูโทเปีย)

ยูโทเปีย เป็นแนวคิดเมืองในอุดมคติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงบนโลกของเราได้ โดยแนวคิดนี้เป็นของ โทมัส มอร์ นักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษ เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1516 โดยตั้งใจเขียนเป็นวรรณกรรมเสียดสีล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของ สังคมในสมัยนั้น

โดยสมมุติเมืองหนึ่งที่ผู้คนเป็นคนดีมีศิลธรรมและความพึงพอใจในการใช้ชีวิต ไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ เห็นเงินทองเป็นสิ่งหยาบช้า ไม่มีค่า ในเมืองไม่มีกฎหมายออกมาบังคับประชาชนมากมาย พวกเขาอยู่ร่วมกันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน เสื้อผ้าแต่ละชุด ใช้ทนทานนานถึงเจ็ดปี และผู้คนในระดับผู้ปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือสิ่งประดับที่ชี้ให้เห็นว่าแตกต่างจากประชาชนอื่นๆ

บ้านเรือนทุกบ้านเป็น สวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือพืชผัก ไม่มีกลอนหรือกุญแจบ้าน เพราะไม่จำเป็น และความเป็นอยู่ไม่ขัดสน อยู่ดีกินดีมาก ไม่มีการแก่งแย่งกัน และชาวเมืองต่างทำงานตามหน้าที่โดยไม่เกรียจคร้าน ไม่มีร้านเหล้า ไม่มีการพนัน หรือสิ่งยั่นยุอื่นๆ ความบันเทิงคือการศึกษาหาความรู้ เรียกได้ว่าเป็นสังคมอุดมคติอย่างแท้จริง

10 อันดับดินแดนมหัศจรรย์ในตำนาน
Atlantis (แอตแลนติส)

10. Atlantis (แอตแลนติส)

แอตแลนติส เป็นเมืองเกาะในตำนานที่ปรากฏในหนังสือของเพลโตนักคิดแห่งกรุงเอเธนส์ ที่เขียนราว 400 ปีก่อนคริสตกาล

ในบทสนทนาระหว่าง “ทิมาอีอุส” กับ “ไครติอัส” โดยไครติอัส ที่พรรณนาเมืองแห่งนี้ว่า เป็นเมืองที่ปปกครองโดยกษัตริย์ปกครองแผ่นดินที่มีมหานครบนกลางเกาะ และในใจกลางนครมีหมาราชวังและวิหารที่ยิ่งใหญ่ของเทพโพไซดอน

ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้สีเขียวทุกหนแห่ง อากาศที่แสนวิเศษ ทำให้ผลไม้สุกปีละสองครั้ง ในแผ่นดินมีช้าง และสัตว์อื่นๆ มากมาย ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง ที่เมืองก็เจริญมั่งคั่งทั้งมีน้ำพุร้อนและเย็นสำหรับอาบ เป็นน้ำพุประดับ สวนสาธารณะและสวนผลไม้ มีที่สำหรับออกกำลังกายสำหรับบุรุษและม้า สนามม้าแข่งขนาดใหญ่ โรงทหาร ห้องคนเฝ้ายาม อู่เรือ ท่าเรือ เต็มไปด้วยเรือสิน ค้าและเรือทหาร ผู้คนเคารพกฎหมาย กษัตริย์ของพวกเขาก็ปกครองอย่างชาญฉลาดและยุติธรรม

หากต่อมาพวกเขาต่างละโมบโลภมากและทะเยอทะยานจนเป็นเหตุทำให้ ซุส กษัตริย์แห่งทวยเทพโกรธเป็นอย่างมากเลยบันดาลให้เกิดมหันตภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย แผ่นดินแยกและกลืนกินชีวิตนักรบของเอเธนส์ทั้งหมด ในขณะที่เกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติสก็จมหายไปในทะเลไปตลอดกาล ปัจจุบันยังมีมีการค้นหาเมืองแอตแลนติสแห่งนี้เนื่องจากเชื่อว่ามีอาวุธ โบราณร้ายแรงอยู่ที่นั่น โดยคาดว่าอาจอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะนักประดาน้ำบางคนพบขุมทองบริเวณนั้นนั่นเอง

เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

ขอบคุณข้อมูล pantip, .wikipedia