เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

Home / ทีนวาไรตี้ / เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

 “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้ขนานนามว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่สุดในโลก! เมื่อเวลาผ่านไปหลายศตวรรษก็มีบุคคลอัจฉริยะเกิดขึ้นมามากมาย และ เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กชายวัยเพียง 14 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป! นั่นเพราะเหตุผลอะไร เราไปติดตามกันคะ .. เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

เจค็อบ บาร์เน็ต อายุ 15 ปี เป็นลูกชายคนโต (ในจำนวนลูกชายทั้ง 3 คน) ของครอบครัว บาร์เน็ต ดูเผินๆ แล้วเจค็อบนั้นก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่ความจริงแล้วเจค็อบป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ (Asperger”s Syndrome) ตั้งแต่เกิด! ทีนเอ็มไทยของบอกถึงโรคนี้ให้เพื่อนๆ ฟังคร่าว กันก่อนนะคะ

แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม (Asperger Syndrome)

  • คือ ความผิดปกติของพัฒนาการด้านสังคมและการสื่อสาร จัดอยู่ในกลุ่มโรคพัฒนาการบกพร่องอย่างรุนแรงในเด็ก (Pervasive Developmental Disorders (PDDs))
  • โดยจะแสดงอาการออกมาให้เห็นตั้งแต่เล็กๆ มีพฤติกรรมแปลกจากเด็กทั่วไป เช่น ชอบเล่นของเล่นซ้ำๆ นั่งนิ่งๆ ไม่สบตา ชอบทำกิจกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์โต้ตอบ ไม่สามารถเรียนรู้ที่จะแสดงความรักได้หรือความพึงพอใจได้
  • แต่เด็กแอสเพอร์เกอร์นั้นจะไม่สูญเสียความสามารถทางการพูด คือ พูดได้เหมือนคนปกติ (ในขณะที่โรคใกล้เคียง คือ ออทิสติก เด็กจะมีปัญหาเรื่องการพูดมากกว่า รวมทั้งอาการผิดปกติอย่างอื่นที่รุนแรงกว่า ในอดีตจึงเข้าใจว่าแอสเพอร์เกอร์ ก็คือออทิสติก แต่เป็นออทิสติกที่มีศักยภาพสูงกว่า)
  • เด็กแอสเพอร์เกอร์สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน ตรงกันข้ามเขาจะมีพรสวรรค์พิเศษในบางด้านมาทดแทน เช่น ความสามารถในการจำ ความสามารถทางการคำนวณ ความสามารถเชิงวิทยาศาสตร์ หรือความสามารถเชิงตรรกะ ดังนั้นปัญหาสำคัญของแอสเพอร์เกอร์ก็คือ การปฏิสัมพันธ์กับสังคมและบุคคลภายนอก
  • เด็กแอสเพอร์เกอร์ รักษาไม่หาย แต่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง และเอาใจใส่จากผู้ปกครองและครู
  • หากเด็กแอสเพอร์เกอร์ที่ไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จะเกิดอาการแยกตัวออกจากสังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโดดเดี่ยว เพราะเขาไม่สามารถเรียนรู้ที่จะเข้าไปทักทาย วิ่งเล่น หรือพูดคุยกับเด็กอื่นๆ ได้ เด็กอื่นไม่เข้าใจเขาก็คิดว่าเขาหยิ่ง ส่วนตัวเขาเองก็คิดว่าเป็นคนไม่มีค่า ไม่มีใครสนใจ สุดท้ายก็เลือกที่จะอยู่คนเดียวลำพัง
เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป
เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป

เจค็อบ บาร์เน็ต ในวัยเด็ก

เจค็อบ เผยแววอัจฉริยะให้ได้เห็นเมื่ออายุได้ไม่ถึง 1 ขวบซะด้วยซ้ำ เขาเรียนรู้ตัวอักษรได้ก่อนที่เขาจะหัดเดิน  ฟังคำสั้นๆ ได้เข้าใจและรู้เรื่อง แต่เมื่อเจค๊อบ อายุ 2 ขวบ คริสติน แม่ของ เจค็อบ ได้พาเขาไปพบแพทย์ และแพทย์ได้บอกว่าลูกของเธอเป็นโรคออทิสติก เนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เจค็อบไม่เคยพูด ไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ และชอบทำอะไรคนเดียวซ้ำไปซ้ำมา แพทย์จึงตีความไปเช่นนั้น และเจค๊อบก็ได้รับการรักษา-บำบัดดูแลเหมือนเด็กออทิสติกทั่วไป แต่ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเจค็อบ เผยแววอัจฉริยะให้ได้เห็นกันหน่ะสิ!

เรื่องเล่าของคริสติน ผู้เป็นแม่ ครั้งแรกที่ลูกชายในวัย 3 ขวบพูด

ในช่วงหน้าร้อน ครอบครัวไปพักร้อนที่ต่างจังหวัด คืนนั้นเธอพาลูกชายขึ้นไปนอนดูดาวบนหลังคารถ  เจค็อบดูจะสนใจสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้ามาก เมื่อกลับมาบ้านคุณแม่จึงตัดสินใจพาเจค็อบไปงานบรรยายเรื่อง “ดาวอังคาร” ที่ท้องฟ้าจำลอง ระหว่างบรรยาย วิทยากรก็ถามขึ้นมาว่า “มีใครทราบหรือไม่ว่า ทำไมดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารจึงมีลักษณะเป็นรูปไข่”

ปรากฏว่า จู่ๆ เจ้าหนูเจค็อบยกมือขึ้น แล้วถามว่า “ขอโทษนะครับ คุณช่วยบอกขนาดของดวงจันทร์ได้ไหม” วิทยากรตอบคำถามเขา แล้วเจค็อบก็อธิบายออกมาว่า “เป็นเพราะดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวอังคารมีขนาดเล็ก มันจึงมีมวลขนาดเล็ก ดังนั้น ดวงจันทร์จึงไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะคงรูปเป็นทรงกลมโดยสมบูรณ์” ทุกคนที่ได้ยินต่างเงียบด้วยความทึ่งในความสามารถของเจค็อบ นั่นเป็นครั้งแรกที่คริสตินได้ฟังบทสนทนาที่ยาวที่สุดจากปากลูกชายของเธอในวัยเพียง 3 ขวบ

เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ
เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ

ความฉลาดของ เจค็อบ บาร์เน็ต

–  เจค็อบยีงมีไอคิวอยู่ในระดับ 189 ซึ่งสูงกว่าไอคิวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยอดอัจฉริยะฟิลิกส์โลกซะอีก

–  เจค็อบ เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ ส่วนน้องชายอีก 2 คน “อีธาน” มีความสนใจในเรื่องชีววิทยา และ “เวสลี่” สนใจเรื่องอุตุนิยมวิทยา

–   เมื่ออายุ 8 ขวบ เจค็อบเข้าเรียนสาขาดาราศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า และเรียนจบมหาวิทยาลัยเปอร์ดู ในวัย 10 ขวบ

–   เจค็อบ วัย 15 ปี ปัจจุบัน กำลังศึกษาระดับปริญญาโทเ พื่อที่จะต่อปริญญาเอก ในสาขาควอนตั้มฟิสิกส์ OMG! >,<

YOUTUBE แจ้งเกิด!

เจค็อบ เกิดไอเดียอัดวิดีโอลงเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อสอนคณิตศาสตร์แคลคูลัสให้กับผู้ที่สนใจ และอยากที่จะศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ จนทำให้มีผู้ชมติดตามเป็นจำนวนมาก จนเข้าตารายการจนเจค๊อบ ได้ถูกเชิญไปออกรายการต่างๆ เช่น ในรายการ “60 MINUTE” อีกทั้งเจต๊อบได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวด้วย และนี่คือคำพูดของเขา “ผมชอบออทิสติก มันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกผม” อีกทั้งแม่ของเขายังบอกไว้ว่า “เจค็อบเชื่อว่า เราทุกคนมีความสามารถพิเศษเฉพาะอย่างใน ตัวเอง อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและนำมันมาใช้”

ถึงแม้ เจค็อบ จะป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ แต่เขาก็มีอารมณ์ขันที่เป็นเสน่ห์ โดดเด่น เช่นเมื่อครั้งที่คริสตินให้สัมภาษณ์รายการอยู่กับเจค็อบ เธอถามเขาว่า “ถ้าแม่ลุกไปซักประเดี๋ยวได้ไหม” เจค็อบตอบ “ได้ครับ แต่อย่านานนักนะ ผมไม่อยากให้แม่ต้องออกทีวีนานๆ” พิธีกรรวมทั้งทุกคนที่นั่งฟังการสัมภาษณ์ต่างงุนงงกับคำพูดดังกล่าว จนเขาต้องหยุดคิดซักพักแล้วอธิบายให้ฟังว่า “เป็นคำพูดประชดน่ะครับ…”

เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป
เจค๊อบและครอบครัว

คำพูดและข้อคิดของ จาค๊อบ

–  เจค็อบทิ้งประเด็นน่าสนใจไว้ในรายการ “เท็ด เอ็กซ์ ทีน” ที่เชิญมาพูดถึงความอัจฉริยะในหัวข้อ “ภูมิปัญญาของความไม่รู้” 

“การที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองที่สร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง อย่าผูกขาดที่จะเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรง จงหยุดเรียนแต่อย่าหยุดคิด เพราะในวัย 3 ขวบ ผมสอบตกการวาดภาพสีน้ำด้วยนิ้วมือ ในขณะที่ผมเข้าใจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติเป็นอย่างดี อย่างเช่นที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกบังคับให้คิดและทำสิ่งต่างๆ ให้กลมกลืนกับสังคม แต่เมื่อปฏิเสธที่จะทำอย่างที่คนทั่วไปทำ เขาเลยกลายเป็นคนแปลกแยกของสังคม ทั้งที่ไอน์ สไตน์พยายามจะแก้ปัญหาเดียวกันกับที่ทุกคนแก้ ด้วยวิธีและมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างออกไป” เจค็อบพูดบนเวที

ในรายการเท็ด เอ็กซ์ ทีน เจค็อบไม่ได้สอนสิ่งที่ยุ่งยากหรือเป็นหลักการให้กับคนฟัง ตรงกันข้ามกลับแนะนำให้เราเริ่มฟิสิกส์ด้วยการมองจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัว เช่น คุกกี้ ล้อสเกตบอร์ด อะไรที่เป็นทรงกลม ไปจนถึงกลไกการทำงาน แล้วนำมาคิดหาเหตุผล พร้อมทั้งพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองคิด ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไปอยู่เสมอ 

“ผมหวังว่า จะสามารถทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเราควรจะหยุดเรียน ลืมสิ่งที่คุณเคยรู้ซะ ช่วงเวลาในการสร้าง สรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเราเลิกเรียนรู้จากตำรา คุณต้องหยุดทำบางสิ่งที่คุณไม่ชอบ เพื่อให้ครูหรือเพื่อนร่วมงานของคุณพอใจในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็น และหวังว่าคุณจะลองเก็บความท้าทายนี้ที่ผมบอกไปคิด แล้วออกไปค้นหาสิ่งที่คุณอยากจะทำจริงๆ โดยทำตามความฝันแล้วนำมาปรับใช้ในโลกของความเป็นจริง” 

นอกจากนั้น เจค็อบยังพิสูจน์ว่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก๋าหลายคน ผิดบ้างหรือขาดความสมบูรณ์บ้าง อย่างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ “เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน” ความพิเศษอยู่เขาคนนี้ไม่ได้รู้จากการเรียน แต่เกิดจากการที่ใช้เวลานั่งขบคิดตัวเลข ถอดสมการ และหารูปทรงด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งมันคือสูตรคณิตศาสตร์อันนำมาสู่ทฤษฎีฟิสิกส์ที่มีอยู่แล้ว 

จนทำให้หลายคนจับตาว่าวันหนึ่ง เจค็อบอาจจะสามารถเพิ่มเติมและต่อยอดทฤษฎีสัมพันธภาพ ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เป็นได้

เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และเซอร์ไอแซค นิวตัน

รู้หรือไม่? อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และเซอร์ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ก้องโลกนั้น ก็ป่วยเป็นโรค แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม (Asperger Syndrome) เช่นเดียวกัน

มีรายงานการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด เปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 คนป่วยเป็น แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม โดยในงานวิจัยชิ้นนี้อ้างถึงพฤติกรรมของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ท่านที่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยโรคแอสเพอร์เกอร์ ว่า

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตอนสมัยเด็กๆ เป็นเด็กที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว และมีอาการพูดซ้ำๆ แต่ก็หายป็นปกติตอนอายุได้ 7 ขวบ และมาผูกโยงเข้ากับเรื่องการสื่อภาษาที่สับสน เข้าใจยาก โดยเฉพาะการบรรยายในห้องเรียนที่ไอน์สไตน์รับผิดชอบสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย 3-4 แห่ง

เซอร์ ไอแซค นิวตัน นั้น โดนข้อหาว่าป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ ก็เพราะเขาหมกมุ่นกับงานมากเกินไป มีเพื่อนน้อย และไม่ค่อยพูดคุยกับใคร รวมทั้งมีอาการประสาทและหวาดระแวงคุกคามเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต ตอนสมัยเด็กๆ เป็นเด็กที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว และมีอาการพูดซ้ำๆ แต่ก็หายป็นปกติตอนอายุได้ 7 ขวบ และมาผูกโยงเข้ากับเรื่องการสื่อภาษาที่สับสน เข้าใจยาก โดยเฉพาะการบรรยายในห้องเรียนที่ไอน์สไตน์รับผิดชอบสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย 3-4 แห่ง

ส่วน เซอร์ ไอแซค นิวตัน นั้น โดนข้อหาว่าป่วยเป็นแอสเพอร์เกอร์ ก็เพราะเขาหมกมุ่นกับงานมากเกินไป มีเพื่อนน้อย และไม่ค่อยพูดคุยกับใคร รวมทั้งมีอาการประสาทและหวาดระแวงคุกคามเขาในช่วงบั้นปลายชีวิต

เขียนเรียบเรียงโดย teen.mthai.com

ขอบคุณข้อมูล หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ, khaosod.co.th, www.huffingtonpost.com