Hwang Wol-geum การศึกษา นักเรียน นักเรียนเกาหลี ประเทศเกาหลีใต้ ผู้สูงอายุ เรียนหนังสือ โรงเรียนประถม Hwang Wol-geum โรงเรียนเกาหลีใต้

โรงเรียนเกาหลีใต้ แก้ปัญหาเด็กเรียนน้อย ให้สิทธิ์ผู้สูงอายุได้ศึกษา

Home / ทีนวาไรตี้ / โรงเรียนเกาหลีใต้ แก้ปัญหาเด็กเรียนน้อย ให้สิทธิ์ผู้สูงอายุได้ศึกษา

โรงเรียนรัฐของเกาหลีใต้บางที่เด็กเรียนน้อยลง และมีโต๊ะว่างมากขึ้น จึงแก้ปัญหาโดยการเปิดรับผู้สูงอายุที่อ่านเขียนไม่ได้หรือไม่คล่องเข้ามาเรียน แถมคุณยายบางท่านก็มีโอกาสเข้าเรียนห้องเดียวกับหลานได้เลย

โรงเรียนเกาหลีใต้ แก้ปัญหาเด็กเรียนน้อย
ให้สิทธิ์ผู้สูงอายุได้ศึกษา

ภาพน่ารักของคุณยายกลุ่มหนึ่ง ที่เดินทางด้วยรถบัสไปโรงเรียนพร้อมกับเด็กๆ ทุกเช้าและได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประถม Hwang Wol-geum ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

ในปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรเกาหลีใต้ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่คนหนุ่มสาว วัยทำงานส่วนใหญ่จะเดินทางเข้าไปหางานทำในเมือง ซึ่งตั้งแต่ในช่วงปี 1980 มีนักเรียน 90 คนในแต่ละเกรด แต่ตอนนี้โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเพียง 22 คน เพื่อแก้ปัญหาห้องเรียนที่มีโต๊ะว่างนี้ ทางโรงเรียนเลยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุลงทะเบียนเข้าเรียนได้ มีผู้สูงอายุหลายคนสนใจโครงการนี้ เพราะหลายคนนอ่านเขียนไม่ได้หรือไม่คล่อง ขณะที่บางคนไม่เคยมีโอกาสไปโรงเรียนเมื่อตอนเด็กๆ คุณยายคนนึงกับหลานเลยเรียนห้องเดียวกัน

หนึ่งในนั้นคือ คุณยายฮวาง อายุ 70 ปี ​ที่ได้มาเรียนหนังสือพร้อมกับลูกหลาน ได้เผยความรู้สึกว่า “เธอจำได้ว่าตอนเด็ก เธอมักจะหลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้และร้องไห้ ที่เธอไม่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือ หรือไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน หน้าที่ของเธอในวัยเด็กต้องอยู่บ้านดูแลหมู เก็บฟืน และดูแลน้องๆ พอโตเป็นสาวเธอก็ต้องเลี้ยงลูกหกคนของเธอและส่งพวกเขาทั้งหมดไปโรงเรียนมัธยมและวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เธอฝันถึงมากที่สุด ก็คือ การได้เขียนจดหมายถึงลูก ๆ และการได้พกกระเป๋านักเรียนเป็นความฝันของเธอเสมอ”

ภายในห้องเรียนคุณยายฮวางและคุณยายอีกสองคน ตั้งใจอย่างหนักที่จะเรียนรู้อ่านและเขียน ดินสอในมือของพวกเขาจดพยัญชนะ 14 ตัวและสระ 10 ตัวของอักษรเกาหลี พวกเขาเขียนตามคำบอกของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ป้า” “ชาวประมง” และ “แรคคูน” และแม้ผู้สูงวัยบางท่านจะมีปัญหาเรื่องสายตาตามวัย หรือการออกเสียงคำ แต่ก็พยายามฝึกฝนการเขียนของเธอตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง

ที่มาข้อมูลและภาพจาก nytimes