ถ้ำ ถ้ำหลวง ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ธรณีวิทยา นักสำรวจถ้ำ ภูมิศาสตร์

นักสำรวจถ้ำ ต้องเรียนจบอะไร? วิธีสำรวจถ้ำ ทำอย่างไรบ้าง?

Home / ทีนวาไรตี้ / นักสำรวจถ้ำ ต้องเรียนจบอะไร? วิธีสำรวจถ้ำ ทำอย่างไรบ้าง?

ติดตามเรื่องราวของนักสำรวจถ้ำ บุคคลที่น่าสนใจมากที่สุดในตอนนี้ ว่าต้องเรียนจบอะไร? วิธีสำรวจถ้ำ ทำอย่างไรบ้าง? และการสำรวจถ้ำมันดีอย่างไร? ไปดูคำตอบพร้อมๆ กันเลย

นักสำรวจถ้ำ ต้องเรียนจบอะไร?

นักสำรวจถ้ำ (Speleologist) คือ ผู้ที่เก็บรายละเอียดของถ้ำต่างๆ เพื่อทำแผนที่  ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของถ้ำ  โครงสร้างทางธรณีวิทยา อุทกวิทยาและนิเวศวิทยาภายในโลกใต้พิภพที่มืดมิดไร้แสงสว่าง  ไร้สิ่งนำทาง  ใช้ถ้ำเป็นสนามทดลองใต้พื้นพิภพทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติในอดีตและปัจจุบัน

ดังนั้นนักสำรวจถ้ำส่วนใหญ่ จึงเรียนจบมาทางด้าน ธรณีวิทยา หรืออีกด้านคือ ภูมิศาสตร์  ที่มักสนใจเกี่ยวกับส่วนประกอบของโลก เช่น แร่ หิน ดินและน้ำ รวมทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก ทำให้รู้ถึงประวัติความเป็นมา และสภาวะแวดล้อมในอดีตจนถึงปัจจุบัน หรืออีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพแต่ชอบในสิ่งเดียวกันคือชอบและรักการสำรวจถ้ำ จึงเลือกเรียนวิชาเฉพาะนอกห้องเรียน ในการสำรวจถ้ำ เพื่อศึกษาวิธีการใช้อุปกรณ์ เทคนิคการสำรวจ เพื่อสามารถออกเดินทางดูความสวยงามของถ้ำหรือค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตนเอง

อ่านต่อ —- นักภูมิศาสตร์ กับ นักธรณีวิทยา แตกต่างกันยังไง?

ถ้ำ คือผลจากกลไกของธรรมชาติ

การเกิดถ้ำ เกิดจากเมื่อน้ำฝนที่ตกลงมารวมตัวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจึงมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ หรือที่เราเรียกกันว่า กรดคาร์บอนิก มีคุณสมบัติสามารถละลายหินปูนหรือหินที่อยู่ในกลุ่มแคลคาร์เรียสได้ดี เมื่อน้ำฝนซึมผ่านลงใต้ดิน ลงตามรอยแยกของหินปูนและทำการละลายหินปูนจนเกิดเป็นโพรงถ้ำขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกทิศทาง เมื่อระดับน้ำใต้ดินลดลงทำให้เกิดช่องว่างภายในถ้ำ ระดับน้ำใต้ดินจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดปี จึงเป็นการเริ่มกระบวนการพัฒนาของโถงถ้ำ พัดพาตะกอนขนาดเล็กขัดสีพื้นถ้ำและผนังถ้ำทำให้ระดับพื้นถ้ำต่ำลงเรื่อยๆ

เมื่อถ้ำมีการพัฒนาขนาดของโถงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพดานด้านบนจะเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะมีการถล่มของโถงถ้ำ อาจเกิดเป็นช่องเปิดหรือช่องทางเชื่อมต่อกับภายนอก กลายเป็นปากถ้ำ หลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตเริ่มเข้ามาอาศัยปากถ้ำเป็นที่หลบภัย หากิน หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย สัตว์บางชนิดหลงเข้าไปลึก ๆ ถ้าสามารถปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมที่จำกัด ธรรมชาติก็ให้โอกาสในการอยู่รอด วิวัฒนาการจนเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ

กฎของนักสำรวจถ้ำทั่วโลก

1. การสำรวจถ้ำทุกครั้งจะต้องสวมหมวกนิรภัยตลอดเวลา

2. อุปกรณ์ให้แสงสว่างจะต้องมีอย่างน้อยสามชุด ได้แก่ ไฟหลัก ไฟสำรอง และไฟฉุกเฉิน ต้องเตรียมแบตเตอรี่ หลอดไฟสำรองให้เพียงพอและเผื่ออย่างน้อยหนึ่งเท่าเสมอ

3. การสำรวจถ้ำจะต้องเข้าอย่างน้อยสี่คน หนึ่งคนสำหรับการจดบันทึกข้อมูล  หนึ่งคนสำหรับอ่านเข็มทิศและเครื่องวัดมุมดิ่ง  สองคนสำหรับทำหมุดสำรวจและวัดระยะทาง ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่พร้อมจะต้องกลับออกมาทั้งหมด มิฉะนั้นจะเป็นภาระกับเพื่อนร่วมทีมทันที

4. การเข้าถ้ำทุกครั้งจะต้องบอกกับเพื่อน หรือคนรู้จักที่แน่ใจว่า เมื่อคณะสำรวจยังไม่กลับมาตามกำหนด เขาจะต้องหาคนตามไปช่วยเหลือได้ ต้องแจ้งถึงถ้ำที่เข้าสำรวจ ใช้เวลาสำรวจนานเท่าใด ที่สำคัญที่สุดคือ จะกลับออกมาเมื่อใด

5. นักสำรวจต้องเรียนรู้ประสิทธิภาพ ข้อจำกัดของการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่ทำงานทั้งหมด สามารถซ่อมแซมและดัดแปลงเมื่อเกิดปัญหา สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือในกรณีที่จำเป็นได้ และต้องดูแลรักษาให้อุปกรณ์เครื่องมือพร้อมใช้งานตลอดเวลา

6. ก่อนใช้งานอุปกรณ์พิเศษ เช่น อุปกรณ์ขึ้นลงทางดิ่ง อุปกรณ์ดำน้ำ จะต้องมีการฝึกหัดและฝึกฝนถึงขั้นตอนการทำงานให้ขึ้นใจก่อนเข้าสำรวจจริงทุกครั้ง เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะไม่มีใครสามารถช่วยได้นอกจากตัวเองเท่านั้น

7. จะต้องรู้จักและฝึกฝนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมได้ยามจำเป็น เพราะกว่าชุดกู้ภัยจะมาช่วยเหลือได้ต้องใช้เวลานาน

8. การเข้าถ้ำทุกครั้งจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อถ้ำ พึงตระหนักไว้เสมอว่า ถ้ำทุกแห่งเป็นที่ที่มีระบบนิเวศเฉพาะและเปราะบาง สิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปย่อมเกิดผลกระทบที่ยาวนาน อาทิ ถ่านไฟฉายก่อมลพิษจากโลหะหนัก เศษอาหารทำให้เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี หรือแม้กระทั่งเชื้อราและแบคทีเรียที่ติดเสื้อผ้าของผู้สำรวจเอง ทุกสิ่งที่นำเข้าไปจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับถ้ำเสมอ ต้องนำกลับออกมาด้วยเท่าที่จะสามารถทำได้ และจงรบกวนสิ่งมีชีวิตในถ้ำให้น้อยที่สุด

 

การสำรวจถ้ำ มันดีอย่างไร?

การทำงานสำรวจถ้ำเปรีบบเสมือนการเปิดพรมแดนการเรียนรู้ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของคนเรา ทุกวันนี้ถ้ำในทั่วทุกมุมโลกต่างเปิดเผยคุณค่าความสำคัญออกมาโดยนักสำรวจที่ทำงานศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบกลไกธรรมชาติภายใน

ถ้ำเป็นแหล่งค้นคว้าที่สำคัญของศาสตร์ต่าง ๆ เช่น  ทางโบราณคดี  ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์ในสมัยโบราณ  เนื่องจากถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยและที่หลบภัยอย่างดี  เราจะพบหลักฐานทางโบราณคดี  เช่น  เครื่องมือหินกะเทาะ  เครื่องมือหินขัด  ภาชนะดิน  เครื่องมือโลหะ  เครื่องประดับ  กระดูกมนุษย์  เมล็ดพืช ฯลฯ  หลักฐานต่าง ๆ ที่อยู่ในถ้ำเหล่านี้จะสามารถบ่งบอกถึงความเป็นมาของคนโบราณในดินแดนแหลมทองและความรุ่งเรือง

 

วิธีสำรวจถ้ำ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

การเดินสำรวจจำเป็นต้องใช้แผนที่ภูมิประเทศกับเครื่องหาตำแหน่งโดยใช้ดาวเทียม(GPS)เป็นหลัก  เพื่อตรวจสอบตำแหน่งและทิศทางการเดินไม่ให้ออกนอกเส้นทางที่วางเอาไว้

การศึกษา สำรวจ จดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ภายในถ้ำเป็นสิ่งที่สามารถใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของถ้ำได้ เพราะนอกจากการสำรวจทำแผนที่ถ้ำทุกครั้งจะต้องมีการถ่ายภาพ บันทึกข้อมูลอากาศ ฯลฯ สามารถใช้เปรียบเทียบติดตามผลการเปิดใช้ถ้ำได้อย่างดีที่สุด ถ้ำแต่ละถ้ำมีลักษณะโดดเด่นและความสำคัญไม่เหมือนกันซึ่งจะส่งผลให้การตัดสินใจใช้ถ้ำต่างออกไปด้วย การสำรวจจะช่วยในการตัดสินใจว่าจะนำถ้ำนี้ออกมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวหรือจะเก็บถ้ำนี้เอาไว้เพื่องานการศึกษาวิจัยเท่านั้น

การค้นหาถ้ำที่ใหญ่และยาวมาก ๆ มีความหมายมาก เพราะเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถเอื้อให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษ หรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดพันธ์ใหม่ ๆ การปรับตัว วิวัฒนาการ

5 ถ้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

อันดับ 1. ถ้ำพระวังแดง จังหวัดพิษณุโลก ระยะเวลา13,761m รังวัด RFD/CSS/OCC/SMCC วันที่ 1997-2004

อันดับ 2. ถ้ำแม่ละนา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะเวลา12,720m รังวัด Australian expeditions วันที่ 1986-1992

อันดับ 3. ถ้ำใหญ่น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ระยะเวลา10,631m รังวัด SMCC วันที่ 2004-2014

อันดับ 4. ถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ระยะเวลา10,316m รังวัด APS/SMCC/BEC/Unsworth วันที่ 1988/2014-2016

อ่านเพิ่มเติม

อันดับ 5. ถ้ำน้ำลาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะเวลา8,550m รังวัด Australian expeditions วันที่ 1986

— ชมภาพและอ่านต่อ—  5 อันดับ ถ้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ท้าทายนักผจญภัยที่อยากสำรวจ

ที่มาข้อมูลจาก thailandcaves, exploreroneteamsarakadee.com