หญิงแกร่งแห่งโชซอน จักรพรรดินีมยองซอง

Home / ทีนวาไรตี้ / หญิงแกร่งแห่งโชซอน จักรพรรดินีมยองซอง
จักรพรรดินีมยองซอง ประวัติศาสตร์เกาหลี โชซอน

ข้ามฟากมาติดตามประวัติศาสตร์เกาหลีกันบ้าง โดยเฉพาะคอซีรีส์ที่ชื่นชอบแนวพีเรียดต้องห้ามพลาด เรื่องราวของจักรพรรดินีมยองซอง ที่ได้ชื่อว่าพระนางเป็นหญิงแกร่งแห่งโซชอนเลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องการรักชาติ จนไปถึงจุดจบที่แสนสะเทือนใจ…

หญิงแกร่งแห่งโชซอน จักรพรรดินีมยองซอง

จักรพรรดินีมยองซองแห่งเกาหลี เป็นพระมเหสีของจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิเกาหลี(พระเจ้าโกจง) พระจักรพรรดินีมยองซองทรงมีบทบาทอย่างมากในการปกครองและปฏิรูปประเทศในช่วยปลายสมัยราชวงศ์โชซอน และเรื่องราวของพระนางยังคงเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญทั้งในด้านการต่อสู้ของวีรสตรีผู้รักชาติ และประวัติศาสตร์อันเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักอาชญวิทยาต่าง ๆ ที่ต่างพยายามค้นหาหลักฐานการสวรรคตที่แท้จริงของพระนาง ซึ่งทั้งฝ่ายเกาหลีเองหรือฝ่ายญี่ปุ่นปิดบังตลอดมา

จักรพรรดินีมยองซองประสูติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1851 ที่เมืองยอจู (เกาหลี: 여주) จังหวัดคย็องกี ในปัจจุบัน เป็นธิดาของมินชีรก ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง จากตระกูลมินแห่งยอฮึง เนื่องจากกฎหมายที่ห้ามการบันทึกพระนามเดิมของพระมเหสีของราชวงศ์โชซอน ทำให้นักประวัติศาสตร์ไม่ทราบว่าพระจักรพรรดินีมยองซองนั้นมีพระนามเดิมว่าอย่างไร (พระนามที่ปรากฏในภาพยนตร์และบทละครนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแต่งขึ้น) ค.ศ. 1858 เมื่ออายุได้เจ็ดปีทั้งบิดาและมารดาของนางมินได้เสียชีวิตลง เป็นเหตุให้นางมินต้องกำพร้าบิดามารดาแต่อายุน้อย นางมินจึงไปเป็นธิดาบุญธรรมของมินชีกู ผู้เป็นญาติห่างๆ

จักรพรรดินีมยองซอง เมื่อมีอายุ 16 ปี ได้ถูกเลือกให้อภิเษกกับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชซอน ก็คือ พระเจ้าโกจงผู้ซึ่งตอนนั้นมีพระชนมายุได้ 15 ชันษา ซึ่งนั่นถือเป็นก้าวแรกสู่การเข้ามามีบทบาทในราชสำนักของพระนาง

พระนางเป็นสตรีที่ฉลาดและใฝ่การศึกษามาตั้งแต่เด็ก พระนางจึงมีบทบาทในการถวายคำปรึกษางานด้านต่าง ๆ ให้แก่ พระเจ้าโกจง และยังสามารถบริหารกิจบ้านเมืองได้ด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับพระเจ้าโกจงอีกด้วย นอกจากนี้ พระนางยังสนใจในเรื่องการต่างประเทศเป็นพิเศษ ทรงศึกษาความเจริญของสังคมในประเทศต่าง ๆ พระนางยังมักเรียกเหล่าเสนาบดีที่คุ้นเคยเข้าปรึกษาราชการและโปรดให้ผู้รอบรู้สรรพวิชาต่าง ๆ อย่างเป็นพิเศษคอยถวายคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ เสมอ

ด้วยพระจริยาวัตรเช่นนี้ พระนางจึงมักเป็นที่ติฉินนินทากันในหมู่ชนชั้นสูงว่า พระนางพยายามจะทำตัวเสมือนบุรุษที่ชอบเข้าไปก้าวก่ายงานกิจการบ้านเมืองจนเกินงาม และด้วยความปราดเปรื่องของพระนางนี้เองจึงกลายเป็นความหวาดระแวงของพวกขุนนางผู้พยายามกุมอำนาจในวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสกุลโจ และ เจ้าชายแทวอน พระบิดาของพระเจ้าโกจง ซึ่งมีอำนาจปกครองประเทศในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนอยู่ในขณะนั้น

เมื่อเวลาผ่านไปพระนางให้กำเนิดลูกคนแรก แต่สุขภาพไม่ดีหนัก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่โชคดีที่สามารถมีโอรสองค์ต่อมาได้ และได้ประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งหลายว่าตอนนี้พระเจ้าโกจงสวามีของพระนางอายุเกิน 20 แล้ว สามารถปกครองประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน ขุนนางหลายฝ่ายเห็นด้วยกับความคิดนี้ทำให้สุดท้ายแล้วฮึงซอนแทวอนกุนก็จำใจต้องหลีกทางให้ลูกสะใภ้คนนี้ไปโดยปริยาย

จักรพรรดินีมยองซองก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการเมืองของเกาหลีอย่างเต็มตัว ทรงริเริ่มนโยบายพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รวมถึงผลักดันให้ส่งคนในชาติออกไปหาวิชาความรู้นอกประเทศ โดยเฉพาะกับทางฝั่งตะวันตกที่มีวิทยาการน่าสนใจ

เหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์

ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นได้เล็งเห็นแล้วว่า พระมเหสีมินทรงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการแผ่ขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นเข้าไปในเกาหลี ตราบใดที่พระมเหสีมินยังมีพระชนม์ชีพอยู่ญี่ปุ่นก็ไม่อาจเข้ายึดครองเกาหลีได้ มิอุระ โกโร เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเกาหลีในขณะนั้น จึงวางแผนการลอบปลงพระชนม์พระมเหสีมิน โดยให้ชื่อปฏิบัติการนี้ว่า การปฏิบัติการฟอกซ์ฮันท์ (Operation Fox Hunt) ในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1895 มิอุระ โกโร ได้นำทหารผสมชาวญี่ปุ่นและเกาหลีเข้าบุกพระราชวังคยองบก ควบคุมองค์พระเจ้าโคจงและองค์ชายรัชทายาทเอาไว้ และเข้าปลงพระชนม์พระมเหสีมินที่ตำหนักอ๊กโฮรู แต่ไม่เคยมีใครทราบหรือเห็นเหตุการณ์การลอบปลงพระชนม์หรือมีการบันทึกไว้แต่อย่างใด

แต่ในพ.ศ. 2509 มีการค้นพบเอกสารบันทึกของนายอิชิซุกะ เอย์โจ ผู้เป็นหนึ่งในผู้ก่อการลอบปลงพระชนม์พระมเหสีมิน โดยนายอิชิซุกะระบุว่าทูตมิอุระโกโรเป็นผู้วางแผนการณ์ โดยอาศัยความร่วมมือจากทหารญี่ปุ่นที่อารักขาพระราชวังคยองบกขณะนั้นในการเข้าถึงองค์พระมเหสี เมื่อทหารญี่ปุ่นบุกถึงองค์พระมเหสีแล้วจึงแทงพระมเหสีด้วยดาบหลายครั้งจนสิ้นพระชนม์ จากนั้นปลดฉลองพระองค์ของพระมเหสีออกจนพระวรกายเปลือยเปล่า กระทำการลบหลู่พระเกียรติต่างๆ นำพระศพไปแสดงให้แก่ข้าราชการชาวรัสเซียในพระราชวังได้เห็น จากนั้นจึงนำพระศพไปยังป่าสนในพระราชวัง แล้วจึงจุดไฟเผาพระศพของพระมเหสีมิน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงนำพระอัฐิไปโปรยตามที่ต่างๆในพระราชวัง

สำหรับนักประวัติศาสตร์เกาหลีเรียกเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์พระมเหสีมินว่า เหตุการณ์ปีอึลมี หลังจากเหตุการณ์พระเจ้าโคจงและเจ้าชายรัชทายาทเสด็จลี้ภัยยังสถานกงสุลรัสเซียในโซล ทางฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่นมีการตั้งข้อกล่าวหาแก่ราชทูตมิอุระโกโรและผู้ร่วมก่อการทั้งหมด แต่ทว่าทั้งหมดพ้นข้อกล่าวหาเนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด ต่อมาค.ศ. 1897 พระเจ้าโคจงทรงสถาปนาจักรวรรดิเกาหลี (Korean Empire) และจัดพิธีพระศพให้แก่พระมเหสีมินอย่างสมพระเกียรติ โดยใช้ขบวนแห่พระศพประกอบไปด้วยทหารกว่า 5,000 นาย แม้ว่าพระศพที่หลงเหลืออยู่นั้นจะประกอบไปด้วยเพียงพระดัชนีหนึ่งเท่านั้น หลังสิ้นพระชนม์ไปแล้วพระมเหสีมินได้รับพระนามว่า พระมเหสีมยองซอง และต่อมาเมื่อพระเจ้าโคจงทรงปราบดาภิเษกเป็นพระจักรพรรดิควางมู พระมเหสีมยองซองจึงได้รับการเลื่อนขึ้นเป็น พระจักรพรรดินีมยองซองในที่สุด

การจากไปของจักรพรรดินีมยองซองเป็นช่วงที่พระนางมีพระชนมายุ 43 ชันษาเท่านั้น

ที่มาข้อมูลและภาพจาก wiki/จักรพรรดินีมยองซองnamu.mirror.wikประวัติศาสตร์เกาหลี