สมุทรโฆษคำฉันท์ ต้นแบบวรรณคดีคำฉันท์ ตั้งแต่สมัยอยุธยา

Home / ทีนวาไรตี้ / สมุทรโฆษคำฉันท์ ต้นแบบวรรณคดีคำฉันท์ ตั้งแต่สมัยอยุธยา
ประวัติศาสตร์ ละครบุพเพสันนิวาส วรรณคดี วรรณคดีคำฉันท์ สมัยอยุธยา สมุทรโฆษคำฉันท์

สมุทรโฆษคำฉันท์นับเป็นหนึ่งในวรรณคดีไทย ที่มีประวัติอันยาวนาน สืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา จวบจนถึงช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเนื้อหาแบบนิยายไทยทั่วไป ที่มีความรักและการพลัดพราก กวีได้สอดแทรกขนบการแต่งเรื่องไว้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ยังใช้วรรณคดีเล่มนี้สำหรับการอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมด้วย

สมุทรโฆษคำฉันท์ ต้นแบบวรรณคดีคำฉันท์
ตั้งแต่สมัยอยุธยา

cr. www.siambook.net

และเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจาก วรรณคดีสโมสร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นเรื่องที่แต่งดีเยี่ยมในกระบวนคำฉันท์ เป็นวรรณกรรมขนาดย่อม มีความยาว ของเนื้อเรื่อง 2,218 บท (นับรวมแถลงท้ายเรื่อง 21 บท ) กับโคลงท้ายเรื่องอีก 4 บท

 

ผู้แต่ง

๑.      พระมหาราชครู  พ.ศ.๒๒๐๐ ท่านได้แต่งไว้ ๑,๒๕๒ บท นับตั้งแต่ต้นจนถึง “งานสยุมพรกับพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี”

๒.    สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เอง ๒๐๕ บท แต่งถึงตอน   พระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีแก้บน จนถึงตอนที่พิทยาธรทั้งสองรบกัน

๓.     สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ต่อจากพระมหาราชครูและสมเด็จพระนายรายณ์มหาราชจนจบ  หลังจากที่ค้างอยู่ ๑๖๐ ปี ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชนิพนธ์ ๘๖๑ บท

ตัวละคร

พระสมุทรโฆษ, นางพินทุมดี, ท้าวพินทุทัต, นางเทพธิดา, ท้าวสีหนรคุปต์, นางกนกวดี, นางสุรสุดา, พระอินทร์, นางเมขลา, นางธารีรัตน์, รณาภิมุข, รณบัตรุ

ภาษาที่ใช้

ด้วยวรรณกรรมเรื่องนี้แต่งขึ้นในสมัยอยุธยา ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาเก่า อ่านเข้าใจไม่ง่ายนัก ทั้งยังมีฉันท์อยู่หลายตอน ซึ่งนิยมแต่งด้วยคำภาษาบาลีและสันสกฤต ทั้งยังมีเขมรแทรกอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังสือที่อ่านยากจนเกินไป และยังมีหลายตอนที่ใช้ภาษาไทยอย่างง่ายๆ อย่างเข้าใจได้ดีแม้ในปัจจุบัน

ความสำคัญของสมุทรโฆษคำฉันท์

สมุทรโฆษคำฉันท์เป็นวรรณกรรมชิ้นแรกๆ ของไทย ที่มีขนบการเล่าเรื่องที่ละเอียด คล้ายกับบทละคร มีการเล่าเรื่องโดยสังเขปไว้ในตอนต้น เล่าเรื่องเบิกโรงที่เล่น ก่อนเล่าเรื่องจริง โดยเฉพาะการเล่นเบิกโรงนั้น บ่งบอกถึงประวัติการละเล่นของไทยได้เป็นดี เช่น การเล่นหัวล้านชนกัน เล่นชวาแทงหอก เล่นจระเข้กัดกัน เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สมุทรโฆษคำฉันท์ ยังเป็นวรรณกรรมคำสอน ที่นำนิทานอิงธรรม มาแต่งด้วยถ้อยคำอันไพเราะ ใช้อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และมีคติธรรม นอกจากนี้ นักวรรณคดีบางท่านยังอ้างว่า เป็นการแต่งเพื่อเฉลิมฉลองงานพระชนมายุครบ 25 พรรษาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย

บางตอนจากสมุทรโฆษคำฉันท์

พระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีเสด็จป่าหิมพานต์

บรรพตรจเรขประไพ ช่องชั้นไฉไล คือช่างฉลุเลขา
วุ้งเวิ้งเพิงตระพักเสลา หุบห้องคูหา แลห้วงแลห้วยเหวลหาร
พุน้ำชำเราะเซาะธาร ไหลลั่นบันดาล ดั่งสารพิรุณธารา
เงื้อมง้ำโชงกชง่อนภูผา พึงพิศโสภาเปนชานเปนช่องปล่องปน
สีสลับยยับพรรณอำพน เหลืองหลากกาญจน แลขาวคือเพชรรัศมีฯ

โครงเรื่อง,เนื้อเรื่องย่อ

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระสมุทรโฆษ เป็นพระโอรสของกษัตริย์พินทุทัตและพระนางเทพธิดา วันหนึ่งได้ทูลขอพระราชบิดาเพื่อเสด็จไปคล้องช้างในป่า เมื่อได้ช้างที่มีลักษณะ สมปรารถนาแล้ว พระองค์ได้เสด็จบรรทม ณ ใต้ต้นโพธิ์ ขณะที่ยังไม่หลับ พระองค์ได้ตรัสสรรญเสริญเทพารักษ์และได้หลับไป เทพารักษ์เกิดความเมตตาสงสารจึงได้อุ้มสมนางพินทุมดี พระธิดาของท้าวสีหนครคุปต์และนางกนกพดี แห่งเมืองรมยบุรี เกือบจะถึงรุ่งอรุณก็นำกลับไปไว้ที่เดิม เมื่อพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีตื่นจากบรรทม ก็ทรงคร่ำครวญถึงกันและกัน นางพินทุมดีจึงให้พี่เลี้ยงชื่อนางธารีวาดภาพเจ้าชายเมืองต่างๆ และเทวดา จึงรู้ว่าเป็นพระสมุทรโฆษ ต่อมานางพินทุมดีได้อภิเษกสมรสกับพระสมุทรโฆษ หลังจากที่ได้แสดงความสามารถทางศิลปะศาสตร์และยกธนูได้เป็นที่ประจักษ์

วันหนึ่งพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีได้เสด็จประพาสสวนเพื่อแก้บนที่ศาลเทพารักษ์ ได้พบกับพิทยาธร(พิทยาธรคือ เทพบุตรพวกหนึ่งต่ำกว่าเทวดา มีหน้าที่เล่นดนตรีบนสวรรค์)ตนหนึ่งนามว่า รณาภิมุข ถูกพิทยาธรตนหนึ่งนามว่า รณบุตร ทำร้ายจนบาดเจ็บ และชิงนางนารีผลไปพระสมุทรโฆษผ่านมาเห็นจึงได้ให้การช่วยเหลือรณาภิมุขสำนึกในบุญคุณ จึงมอบพระขรรค์ให้พระสมุทรโฆษเป็นการตอบแทนพระขรรค์วิเศษทำให้เหาะได้ พระสมุทรโฆษจึงพานางพินทุมดีเสด็จไปยังป่าหิมพานต์ และได้ทรงพระบรรทม จึงทำให้ถูกพิทยาธรตนหนึ่งขโมยพระขรรค์ไป

ทำให้พระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีต้องเสด็จกลับเมืองโดยพระบาท ระหว่างการเดินทางต้องข้ามฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ จึงเกาะขอนงิ้วเพื่อที่จะข้ามฝั่ง แต่เกิดพลัดหลงกัน เมื่อนางพินทุมดีถูกคลื่นซัดมาที่ฝั่งมัทราช ได้บวชชี สร้างศาลาโรงทาน และให้วาดภาพเกี่ยวกับตนเอง และพระสมุทรโฆษบนผนัง ส่วนพระสมุทรโฆษได้รับการช่วยเหลือจากพระอินทร์และนางเมขลา จากนั้นพระสมุทรโฆษได้พระขรรค์คืนมา ด้วยอำนาจของนางเมขลาและ พระอินทร์ พระสมุทรโฆษได้ออกตามหาพระชายา จนมาถึงศาลาโรงทานที่พระนางพินทุมดีสร้างไว้ เมื่อทรงทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมฝาผนังก็ทรงเศร้าพระทัย ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จึงนำความไปแจ้งพระนางพินทุมดี เมื่อทั้งสองพระองค์ได้พบกันก็พากันเสด็จกลับพระนคร และได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อไป

ในละครบุพเพสันนิวาส มีตอนหนึ่งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้สั่งคัดลอกคำประพันธ์เรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ ที่พระมหาราชครูแต่งลงไปในกระดาษแผ่นพับสี และชื่นชอบบทหนึ่งที่ว่า

“แก้มน้องพะพร่องใด และมาต้องพี่แลดู
รอยทันตระอันตรู คือกุทัณฑะสายสลาย
ริมโอษฐะอ่อนช้ำ เพื่อภุชงคะใดหมาย
ไหม้หมองจะปองตาย และบตายก็เป็นตรอม”

ที่มาข้อมูลและภาพจาก wiki/สมุทรโฆษคำฉันท์, lit4teachers.blogspot.com, finearts.go.th