คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีก ประวัติศาสตร์ พ่อค้า ละครบุพเพสันนิวาส เจ้าพระยาวิชาเยนทร์

คอนสแตนติน ฟอลคอน จากพ่อค้าชาวกรีก จนได้เป็นขุนนางต่างชาติในสยาม

Home / ทีนวาไรตี้ / คอนสแตนติน ฟอลคอน จากพ่อค้าชาวกรีก จนได้เป็นขุนนางต่างชาติในสยาม

เปิดประวัติเรื่องราวของ คอนสแตนติน ฟอลคอน ที่รับบทโดย หลุยส์ สก๊อตต์ หรือ หลวงสุรสาคร ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ตามประวัติศาสตร์ คอนสแตนติน ฟอลคอน ผู้นี้เดิมเป็นนักผจญภัยชาวกรีก แต่ได้กลายมาเป็น สมุหนายก หรือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้เพราะเหตุใด เราไปติดตามพร้อมๆ กันเลย

คอนสแตนติน ฟอลคอน จากพ่อค้าชาวกรีก
จนได้เป็นขุนนางต่างชาติในสยาม

นอกจากภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาแม่แล้ว ฟอลคอนยังสามารถพูดภาษาต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายู

ช่วงชีวิตวัยเด็ก คอนสแตนติน ฟอลคอน 

ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ พ.ศ. 2190 โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิส ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ต่อมาพ.ศ. 2205 ฟอลคอน ออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังแดนต่างๆ

ชีวิตในอยุธยา

หลุยส์ รับบท คอนสแตนติน ฟอลคอน ในละครบุพเพสันนิวาส

พ.ศ. 2218 ฟอลคอนเดินทางมายังอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปี และได้เข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว

ฟอลคอนมีความสามารถในทางการทูตและการค้าขาย เป็นผู้สร้างรายได้ให้กับท้องพระคลังหลวงอย่างมากมาย ด้วยการใช้วิธีผูกขาดทางการค้า สินค้าสำคัญอย่าง พริกไทย ไม้หอม เขาสัตว์ งาช้างและของป่าหายากทั้งหลาย ประชาชนคนทั่วไปจะไม่มีสิทธิ์ทำการค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยตรง รัฐบาลจะซื้อสินค้าเหล่านั้นเอาไว้เองทั้งหมด จากนั้นรัฐบาลก็จะตั้งราคาแล้วนำสินค้านั้นไปขายให้กับชาวต่างชาติ

ชีวิตสมรส

พ.ศ. 2225 ฟอลคอนแต่งงานกับ มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง

อ่านประวัติ >>>> มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า)

ความมักใหญ่ใฝ่สูง

ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231

บั้นปลายชีวิต

พระเพทราชา เมื่อกุมอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา บรรดาขุนนางได้อัญเชิญ พระเพทราชา ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษก ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม หรือ สมเด็จพระเพทราชา และปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา การตีความกันไปต่าง ๆ นานาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์มองเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้สมเด็จพระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทได้โดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเป็นมูลเหตุสนับสนุน

ที่มาข้อมูลและภาพจาก wikipedia, tnews, ละครบุพเพสันนิวาส