ประวัติศาสตร์ พิธีกรรม

11 พิธีกรรมฆ่ามนุษย์อันโหดร้าย สมัยอดีต

Home / ทีนวาไรตี้ / 11 พิธีกรรมฆ่ามนุษย์อันโหดร้าย สมัยอดีต

ก่อนจะมีความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการ วิทยาศาสตร์ หรือข้อกฎหมายต่างๆ ในสมัยอดีตนั้น มักจะนำสัตว์หรือมนุษย์ไปใช้เป็นเครื่องบูชายัญ โดยอ้างถึงการล้างบาป หรือการแลก 1 ชีวิตเพื่อให้ผู้อื่นดำรงอยู่ต่อไป เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่างดูโหดร้ายป่าเถื่อน จนนานวันเข้าก็เริ่มหายสาบสูญไป กลายเป็นประวัติศาสตร์เก่าแก่ วันนี้เราจะย้อนไปดูตัวอย่าง พิธีกรรมอันโหดร้าย เหล่านั้นกัน

11 พิธีกรรมฆ่ามนุษย์อันโหดร้าย
สมัยอดีต

1. เผามนุษย์ทั้งเป็น

เรื่องราวนี้นักโบราณคดียังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่ พราะมันอาจเป็นการเป่าหูทำให้ชาวเซลติกกลายเป็นคนเถื่อนเท่านั้นเอง โดยมีคำบอกเล่าของนักคิดชาวโรมันในสมัยก่อน บอกว่า ชาวเซลติกโบราณที่อาศัยอยู่บนเกาะอังกฤษ ใช้วิธีการจับสัตว์และมนุษย์มาผูกไว้กับหุ่นฟางแล้วเผาทั้งเป็น เพื่อใช้เป็นเครื่องบรรณาการบูชาพระเจ้า

2.จำลองให้คนตายเหมือนเทพ

ชาวโรมันสมัยก่อนได้คิดวิธีการลงโทษผู้คนอย่างโหดร้ายและพยายามทำให้เหมือนเรื่องตลก โดยจำลองให้คนเหล่านั้นตายเหมือนเทพที่อยู่ในตำนาน
เช่น การเผาทั้งเป็นให้เหมือนกับ Hercules บางคนถูกล่ามโซ่แล้วฉีกเอาอวัยวะภายในออกมาเหมือนเทพ Prometheus
ผู้หญิงบางคนถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับกระทิง เหมือนอย่างเทพผู้เป็นมารดาของกระทิงทั้งปวง Pasiphae ซึ่งหากผู้หญิงคนนั้นสามารถรอดชีวิตมาได้ เธอก็จะถูกฆ่าอยู่ดี

3. เครื่องประหาร The Brazen Bull 

ชาวกรีกโบราณมีเครื่องประหารชนิดหนึ่ง ชื่อว่า The Brazen Bull ทำจากทองแดง มีลักษณะเหมือนกระทิง วิธีการใช้งานก็คือให้คนโดนลงโทษเข้าไปอยู่ข้างใน แล้วจึงจุดไฟเผาจากด้านนอกจนถึงแก่ความตาย ผู้ที่อยู่ภายในจะร้องเสียงโหยหวนด้วยความทรมาน คล้ายเสียงร้องไห้ของกระทิง

4. ฝังคนทั้งเป็น

ในประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อที่เรียกว่า Hitobashira โดยจะฝังคนเป็นๆ ลงไปข้างใต้พื้นหรือในกำแพงของสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นสำเร็จลงได้ด้วยดี ซึ่งคนที่ถูกฝังส่วนใหญ่จะเป็นอาสาสมัคร อย่างเช่นเหล่าซามูไรที่ต้องการใช้จิตวิญญาณ อยู่เฝ้ารักษาปราสาทหรือวัดต่างๆ (อ่านแล้วคิดถึงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือเรื่องราวของคุณอุบล ละครพิษสวาท บ้านเราเลยนะคะเนี่ย)

5. ฝังร่างคนที่ปราสาท

ในหลายๆ ที่ทั่วโลกมีการฝังร่างของผู้ชาย ผู้หญิง หรือเด็กลงไปในกำแพงหรือสะพาน ซึ่งเราสามารถพบเจอความจริงเหล่านั้นได้ ในตอนที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวพังทลายลง อย่างเช่น การค้นพบศพผู้หญิง ตอนที่ปราสาทของชาวเยอรมันที่ชื่อว่า Nieder Manderscheid พังทลายลงมาในปี 1844

6. ขุนให้อ้วนแล้วจึงค่อยควักหัวใจ

พิธีกรรมนี้ ฟังชื่อแล้วก็ขนลุก!! ชาวแอซเท็กโบราณ มักจะนำนักโทษมาขุนให้อ้วนแล้วจึงค่อยควักหัวใจออกมาบูชาเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ จากนั้นศพจะถูกปล่อยกลิ้งลงมาตามบันไดของปีระมิด ซึ่งศพเหล่านั้นก็จะไม่ได้ถูกทิ้งไว้เฉยๆ พวกแขนขาจะถูกมอบให้คนที่จับนักโทษคนนั้นมาได้ แล้วพวกเขาก็จะเอาไปทำเป็นอาหารกินกัน ส่วนหัวจะถูกนำไปตั้งโชว์ในสถานที่ทางศาสนาความเชื่อ และช่วงล่างของศพจะกลายเป็นอาหารสัตว์

7.ความเชื่อเรื่องการแต่งงาน

 

คล้ายเป็นข้อผูกมัด หลังจากที่หนุ่มสาวได้แต่งงานกันแล้วในสมัยก่อนของประเทศฟีจี พวกเขามีความเชื่อว่าการแต่งงานกันช่วยให้ได้มีชีวิตอยู่ในโลกหลังความตาย โดยภรรยาจะต้องติดสอยห้อยตามสามีอยู่เสมอ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเธอจะถูกคนในสังคมคว่ำบาตร โดยเมื่อสามีคนไหนมีอาการป่วย ภรรยาจะเตรียมหลุมศพของตัวเองเอาไว้ เพราะหากสามีตายเมื่อไหร่พวกเธอก็ต้องตามเขาไปเช่นกัน แต่ทางฝ่ายสามีไม่จำเป็นต้องตายหรือถูกฆ่าเหมือนอย่างภรรยา เมื่อไหร่ที่ฝ่ายหญิงตาย พวกเขาก็เพียงแค่โกนขนตามร่างกายไปไว้ใต้รักแร้ของศพภรรยาเท่านั้นเอง

8.สาบานว่าจะเก็บรักษาพรหมจรรย์ของตัวเองเอาไว้นาน 30 ปี

เรื่องราวของคำสัญญาและสาบานที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ความทรมานของหญิงสาวที่ต้องเกิดมาในโรมยุคโบราณ สมัยนั้นจะมีเทพธิดาประจำหมู่บ้านที่เรียกว่า Vestal Virgins โดยจะเลือกหญิงสาววัยแรกรุ่นขึ้นมาทำหน้าที่ กล่าวสาบานว่าจะเก็บรักษาพรหมจรรย์ของตัวเองเอาไว้นาน 30 ปี หากใครผิดคำพูดจะต้องถูกขังให้พบกับความตาย หรือจะต้องถูกฝังทั้งเป็น

9.ห้ามให้กษัตริย์เปื้อนเลือดโดยเด็ดขาด

ซึ่งเป็นกฎของชาวมองโกลโบราณ เมื่อห้ามให้กษัตริย์เปื้อนเลือด จึงต้องมีการคิดหาวิธีการฆ่าชาวบ้านหรือศัตรูโดยที่ไม่มีเลือดพุ่งออกมาโดน ก็คือ การบิดคอเพียงครั้งเดียวทำให้ไม่มีเลือดไหลออกมา หรืออย่างตอนที่เจ้าชาย Mstislav III แห่งอาณาจักร Klev ถูกชาวมองโกลจับตัวมา เขาและนายพลกองทัพคนอื่นๆ ถูกจับตรึงและมีแผ่นไม้วางไว้เหนือหัว และให้ชาวมองโกลขึ้นไปเฉลิมฉลองบนแผ่นไม้นั้น ซึ่งแผ่นไม้ก็จะค่อยๆ ยุบลงมาทับร่างของเจ้าชายนั้นเอง

10. นำหม้อหรือกรงที่เต็มไปด้วยหนูมาวางเอาไว้บนร่างเหยื่อ

ทำไมโหดร้ายขนาดนี้ พิธีกรรมนี้ก็เคยมีอยู่ในภาพยนตร์บางเรื่องด้วย ในช่วงการจลาจลของชาวดัตช์ในศตวรรษที่ 16 พวกเขาจะทำการฆ่านักโทษทางการเมืองด้วยการนำหม้อหรือกรงที่เต็มไปด้วยหนูมาวางเอาไว้บนร่างของเหยื่อ หลังจากนั้นจะนำถ่านร้อนๆ มาวางไว้บนกรง เพื่อให้หนูวิ่งหนีจากความร้อนด้วยการใช้กรงเล็บเท้าตะกุย หรือแทะลงไปในท้องของเหยื่อจนเป็นรู และหนีออกมาจากร่างมนุษย์

11. Cave of Roses 

ช่วงยุคกลาง ในประเทศสวีเดน พวกเขาจะกักขังนักโทษเอาไว้ในถ้ำที่ชื่อว่า Cave of Roses ซึ่งเต็มไปด้วยแมลงและสัตว์เลื้อยคลานมีพิษนับพัน
นักโทษเหล่านั้นจะต้องเจอกับความมืด ทำให้ไม่รู้ว่าสัตว์มีพิษเหล่านั้นจะเข้ามาโจมตีเมื่อไหร่ หรือถ้าตอนที่มีแสงสว่างเพียงพอ พวกเขาก็จะพบซากศพนักโทษคนอื่นๆ หลอนไหมละ

ที่มาข้อมูลจาก catdumb