กว่าจะประสบความสำเร็จ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” จิตรกรที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

Home / ทีนวาไรตี้ / กว่าจะประสบความสำเร็จ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” จิตรกรที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
จิตรกร ชาวดัชท์ บุคคสำคัญ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปะ

เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” คงไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเฉพาะผลงานวาด อย่าง The starry night ภาพท้องฟ้ายามกลางคืน หรือ Wheat Field with Crows  ภาพดอกทานตะวัน จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่กว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จได้ ทราบหรือไม่ว่า เขาเคยทำอาชีพ ครู และนักเทศน์ ก่อนจะมาเป็นศิลปินอีกด้วย มาติดตามเรื่องราว แรงบันดาลใจ และวาระสุดท้ายของเขากัน

The starry night
Wheat Field with Crows

กว่าจะประสบความสำเร็จ
“วินเซนต์ แวนโก๊ะ”
จิตรกรที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

1.ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค หรือที่ในไทยรู้จักในชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ

2.เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1853 ที่ซึนเดิร์ต ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์

3.วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 6 คน บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์

4.เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูเงอะงะ ไม่คล่องแคล่วเหมือนคนมีปมด้อย ค่อนข้างใจน้อย เขามีนิสัยชอบเก็บตัวและมีอาการของโรควิตกกังวล และยังมีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย อ่อนโยน มีความเมตตาต่อคนทุกข์ยาก ทำให้ทุกคนมองเขาว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ น่ารำคาญ

5.เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่เดอะเฮก เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีส ด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อ และความเบื่อหน่ายที่ทางห้องภาพเอารูปเลว ๆ มาหลอกขายกับคนที่ไม่รู้จักศิลปะ เขาถึงกับบอกให้ลูกค้าไม่ให้ซื้อภาพนั้น จนกระทั่งทางร้านไม่พอใจไล่เขาออกจากงานในที่สุด ประกอบกับถูก ปฏิเสธความสัมพันธ์จากหญิงที่ตนรัก

6.หลังจากลาออกจากงานในห้องภาพได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนในแรมสเกท เมืองเล็กๆในอังกฤษ ต่อมาย้ายไปสอนและเทศน์ที่ไอเวิลเวิร์ธ เมืองเล็กๆใกล้กรุงลอนดอน

7.หลังจากนั้น เขาจึงหันไปศึกษาทางศาสนาอย่างจริงจัง หลังจากสอบเข้าวิทยาลัยศาสนาที่นครอัมสเตอร์ดัมได้ 14 เดือน เขาพบว่าตนเองไม่ได้อะไรอย่างที่ตั้งใจไว้ จึงเลิกเรียนเสียและได้ย้ายไปอยู่ในเหมืองถ่านหินในตำบลบอรีนาฌ เพื่อเทศนาสั่งสอนและช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เขาอุทิศเงินจำนวนหนึ่งให้กับคนทุกข์ยากโดยที่ตนเองมีเงินใช้อย่างจำกัด และต้องกินเศษขนมปัง ทำให้ร่างกายผอมลงและเป็นพิษไข้ เพราะการบริโภคที่ผิดอนามัย

8. และด้วยความที่เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง ทำให้การเทศนาสั่งสอนของเขาไม่อาจจับจิตชาวเหมืองได้ ประกอบกับความใจบุญของเขาทำให้คนเหล่านั้นมองว่าเขาเป็นคนแปลกแตกต่างจากคนเหมือง ทำให้เขาเศร้าใจมาก ในที่สุดชีวิตของเขาต้องเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย

9.เขาได้ไปศึกษากับจิตกรหลายคนในกรุงบรัสเซลส์ ศึกษาในกรุงเฮก และที่เมืองแอนท์เวิร์ป

10.แวนโก๊ะได้กลับมาทำงานที่ฮูเก้นท์อีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มทำงานกับ ช่างเขียนภาพทางภูมิศาสตร์ ที่ชื่อ อันตน มัวร์ ฤดูร้อนของปีถัดมาได้เริ่มการทดลอง การเขียนภาพด้วยสีน้ำมัน และด้วยเสียงเรียกร้องภายในจิตใจของ แวน โก๊ะ ให้ไปใช้ชีวิตตามลำพังอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหมู่บ้านของชาวดัชท์ เพื่อเริ่มการเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงามตามท้องที่ต่างๆ เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันไปกับ การเขียนถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา และได้สร้างงานเขียนภาพชิ้นแรก ขึ้นมา โดยให้ชื่อภาพว่า “คนกินมันฝรั่ง (The Potato Eaters) โปเตโต อีทเตอร์ ”

11.เขาได้เขียนจดหมายมาบอกกับ น้องของเขาว่า เขาค้นพบแล้วว่า ศิลปะคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา และเข้ามาแทนที่สิ่งอื่น ๆ จนหมด เขาใช้เวลาเพื่อศึกษามันด้วยตนเองอย่างจริงจัง ก่อนหน้านั้นเขาเคยเขียนรูปมาบ้างแต่ไม่จริงจังเท่าไหร่ แต่ต่อจากนี้ไปมันคือชีวิตจิตใจของเขา (จดหมายที่เขียนถึงน้องชายของเขา ในปัจจุบันก็เป็นที่ต้องการและมีความสำคัญมากต่อการชมงานศิลปะของเขา)

12.เขาย้ายไปอยู่กับธีโอน้องชายที่ปารีส ธีโอทำงานอยู่ในห้องภาพที่นั่น ดังนั้นจึงเป็นผู้กว้างขวางและรู้จักศิลปินในแวดวงหลายคน แวนก๊อกรู้จักกับศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์และสนใจศึกษาเทคนิคภาพเขียนของแปร์ตองก ีเป็นแนวทางเขียนภาพของเขา สีที่สดขึ้น การป้ายสีเป็นไปอย่างอิสระและเส้นสายเป็นลูกคลื่นที่ได้แบบอย่างจากภาพเขียนของญีปุ่นใน ช่วงชีวิตนี้ธีโอคือผู้ช่วยเหลือสำคัญทั้งด้านการเงิน

13.ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง

14.ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง

15.ท่ามกลางความสับสน จนกลายเป็นซึมเศร้า แวน โก๊ะได้วาดภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh’s Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่ ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก

16. แวน โก๊ะหลังมีอาการป่วยเป็นโรคจิตและทะเลาะกับโกแกงจนถึงกับตัดหูข้างซ้ายของตน ต่อมาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองอาร์เลส แชร์ทเรอมีและอูฟร์

17. หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ที่อาร์เลสเมืองชนบทในฝรั่งเศส เป็นระยะที่มีการพัฒนาทางศิลปะอย่างสมบูรณ์ แต่ละภาพเต็มไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรงของตัวจิตรกรที่รู้สึกต่อสิ่งแวดล้อม การปรากฎของสิ่งต่างๆ ประจำวัน ถูกแปรเป็นแผ่นสีที่สดใสและเส้นสายที่สั่นสะเทือนเป็นลูกคลื่น อันเป็นสัญลักษณ์ของพลังที่ควบคุมสรรพสิ่งในโลกไว้ ผลงานชิ้นเยี่ยมในข่วงนี้คือ ต้นไซเปรสกับหมู่บ้าน บ้านนาหลังใหญ่และดอกทานตะวัน

18.วินเซนต์ แวน โก๊ะ ถูกยกย่องให้เป็นจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าชื่อเสียง ของเขาเพิ่งจะมาโด่งดังเอาในช่วง 2 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นจิตรกรตลอด 10 ปี

19.วินเซนต์ แวน โก๊ะ จบชีวิตด้วยการยิงตัวตายในวัย 37 ปี ในวันที่ 27 กรกฎาคมของปี ค.ศ.1890 และเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890 ที่โอแวร์ซูว์รวซ ประเทศฝรั่งเศส

20. เขาสร้างผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้นซึ่งประกอบด้วยภาพเขียน 900 ชิ้น ภาพวาดและแบบร่าง 1,100 ชิ้น ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะนวยุคนิยมที่ตามมา ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเขา เช่นภาพเขียนตัวเอง ภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน และดอกทานตะวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและแพงที่สุดในโลก

ข้อมูลและภาพจาก  baanjomyut.comreaderycafe.com, wikipedia.orgminimore.com,

wikipedia.org/wiki/The_Potato_Eaterswikipedia.org/wiki/Wheatfield_with_Crows