Homeschool Unschooling การศึกษา เรียนที่บ้าน

14 ปีไม่เคยให้ลูกไปโรงเรียน!! เรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน

Home / ทีนวาไรตี้ / 14 ปีไม่เคยให้ลูกไปโรงเรียน!! เรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน

เคยได้ยินคำว่า Unschooling การเรียนที่ไม่ใช่ระบบโรงเรียนกันไหมคะ  John Holt นักวิชาการทางการศึกษาชาวอเมริกันได้อธิบายนิยามของคำว่า Unschooling ไว้ว่า หมายถึงแนวทางการศึกษา ที่พ่อแม่ไม่ได้ใช้อำนาจในการกำหนดการเรียนและการศึกษาของลูก แต่พ่อแม่จะมีส่วนร่วมกับลูกและช่วยเหลือลูกในสิ่งที่เขาสนใจ ปล่อยให้ลูกเรียนรู้อย่างอิสระตามความสนใจของตน

Unschoolingไม่ได้หมายความว่าเด็กๆ ไม่ต้องเรียนหนังสือ แต่หมายความว่าเด็กๆ ไม่ต้องเรียนในโรงเรียน หรือเรียนตามระบบที่เคร่งครัดของโรงเรียน John Holt ยังยืนยันด้วยว่าเด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากกว่า และยังสนับสนุนให้พ่อแม่ได้ใช้เวลาร่วมกับลูกให้มาก

ซึ่งเรื่องราวที่ทีนเอ็มไทยนำมาฝากก็เกี่ยวกับ Unschooling ของคุณแม่ท่านหนึ่ง จากเฟสบุ๊ค Nopparat Jjnorasuk เล่าถึงการเลี้ยงลูกให้เรียนรู้อยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ ได้ถูกแชร์และพูดถึงมากมาย จนกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เราลองมาติดตามข้อคิดจากคุณแม่ท่านนี้พร้อมๆ กันค่ะ

14 ปีไม่เคยให้ลูกไปโรงเรียน!!
เรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน

โดยคุณแม่ได้เล่าว่า “สำหรับใครๆ วันนี้อาจไม่สำคัญ แต่บ้านนี้วันนี้สำคัญมาก เพียงเพราะว่าลูกสาวบ้านนี้ไม่เคยไปโรงเรียนเลย วันนี้ลูกรู้คะแนน N Net มัธยมศึกษาตอนต้น แปลว่าลูกกำลังจะจบการศึกษาภาคบังคับ โดยที่ไม่เคยไปเรียนที่โรงเรียนแม้แต่วันเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน

14ปี ที่ผ่าน บ้านเราคือ Unschooling Homeschool ไม่มีสอนไม่มีตาราง ลูกเรียนรู้ด้วยตัวเอง เราไม่เคยต้องไปรับส่งลูกไปโรงเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ลูกสนใจหนังสือและขีดเขียนจับปากกา ตั้งแต่ขวบกว่า พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังเรื่อยมา พอลูกอ่านหนังสือภาษาไทยออกได้เอง

จากการจำภาพ ตอน 4.8 ปี ท่ามกลางความงงของพ่อแม่ ที่ยังไม่ได้ตั้งท่าสอนอะไรสักอย่าง เราก็เบาใจว่า อย่างน้อยลูกอ่านออกแล้ว จากนั้นเราก็ปล่อยให้ลูกเปิดโลกของตัวเอง ผ่านหนังสือที่ลูกชอบและเลือกได้เองเรื่อยมา จนปลายฟ้าอายุประมาณ 7 ขวบ อ่านเขียนภาษาไทยได้คล่องมาก อ่านหนังสือเยอะและเร็ว เพราะเธอมีอิสระที่จะเลือกอ่านหนังสือ ที่เธอชอบและเลือกซื้อหนังสือเอง แววการปั้นดินน้ำมันของจิ๋วเริ่มมา แววการวาดรูปเริ่มชัด แต่ลูกต้านภาษาอังกฤษ เพราะแม่ออกอาการย้ำมากไป ถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษต่อชีวิตแม่ ปลายฟ้าไม่เคยทิ้งการวาดรูป แต่พัฒนาตัวเองมาตลอด พอโตหน่อยก็เหมือนคลายความสนใจ ออกจากการปั้นเบเกอร์รี่ของจิ๋วแต่มาทำเบเกอร์รี่จริงแทน เวลานี้ตัวตนของลูกที่ลูกพยายามค้นพบด้วยตัวเอง ชัดขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาตลอด งานของครอบครัว เป็นสิ่งที่ลูกได้รับการถ่ายทอดมาแบบซึมไปเรื่อยๆ เพราะลูกจะตามพ่อแม่ไปทำงาน ตลอด และช่วยงานในส่วนที่ช่วยได้ตามวัยเช่นการออกแบบโลโก้และซองไอศกรีม การช่วยงานธนาคารของแม่
การเเรียนรู้อุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงานเป็นต้น

งานบ้านคือเราทำกันเอง อาหารก็พยายามทำกินกันเองในมื้อที่ทำได้มาตลอด ตรงนี้ชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล ลูกทำกับข้าวและงานบ้านเป็นแน่นอนแล้ว ปลายฟ้าคอยช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้องชายนาบุญ ที่มีอายุห่างกัน 9 ปี ถามว่าจะเล่าทำไม เพราะอยากบอกตัวเองว่า หลายปีที่ผ่านมา การต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ ที่ไม่เคยคาดหวังคำตอบจริงๆ และผ่านหูกับคำพูดทำนองว่าเราไม่ปกติ ที่ไม่ทำเหมือนคนหมู่มาก ในการไม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียนสักที เป็นพ่อแม่รังแกฉัน ให้ลูกใช้ชีวิตสบาย ไม่อดทนต่อความยากลำบาก ในการดิ้นรนไปเรียนโรงเรียนดีๆ หรือแม้กระทั่งว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ก็ยังมี 555 ขอบอกว่าประเทศคอมมิวนิสต์เค้าห้ามทำโฮมสคูลจ้า บางทีก็หาว่าจนไม่มีตังค์ส่งลูกเรียน บางทีก็ว่ารวยไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องทำงานก็มีตังค์

มันอึดอัดไม่ใช่น้อยตลอดสิบกว่าปี แต่เราก็ทำตัวเหมือนม้าลำปาง คือเลือกทางแล้ว วิ่งตรงไปที่จุดหมาย ไม่สนใจสองข้างทาง จนวันนี้เราค่อนข้างมั่นใจ แล้วว่าเรามาถึงจุดหมายแน่ เพราะเราคาดหวังการศึกษาลูกแค่มัธยมต้น ภาคบังคับของรัฐ เกินกว่านี้เป็นเรื่องที่ลูกต้องตัดสินใจเอง สรุปว่า ตอนลูกเข้าสังกัดหมู่บ้านเด็กตอนประถม พ่อแม่กำลังหมดตัวค่ะ แต่ถ้าอยากให้ลูกไปโรงเรียนก็ไม่ยาก โรงเรียนรัฐข้างบ้านอาม่ามี แต่เราไม่คิดจะให้ลูกไป ต่อมาเราก็ได้เรียนรู้ว่าในระดับประถม 1~6 ลูกเราใช้ค่าใช้จ่ายไปหกปี 60,000บาท

พอมาถึงระดับมัธยมต้น ปลายฟ้าเป็นนักศึกษาสังกัด สถาบันการศึกษาทางไกล ลูกเรียนฟรีค่ะ หนังสือฟรี เราปิดงบคชจ การศึกษาแบบเป็นทางการไว้แค่นี้ แค่ 60,000 บาท ลูกเรียนแบบอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน ความมีวินัยในตัวเองของลูกจะสูงมาก ถ้าเรียนแบบนี้เรามีเวลามากพอที่จะเลือกเดินทางไปที่ไหนๆ เท่าไหร่ ก็ได้ เวลาไหนก็ได้ วางแผนล่วงหน้าได้นาน เพื่อตั๋วราคาถูกถึงถูกที่สุด เพื่อเลี่ยงเทศกาลคนเยอะต้นทุนการเดินทางแพง ลูกชอบเบเกอร์รี่เมืองไหนมีร้านดังเราแวะ ลูกชอบของจิ๋วบ้านตุ๊กตาเราพาไปพิพิธภัณฑ์ที่มีของจิ๋วในเมืองที่เราผ่าน ลูกชอบเลโก้เราพาไปดูเลโก้ ลูกอยากดูตลาดอยากดูวังงานศิลปะเราไปด้วยกัน

เราทำตามงบที่เราย้ายจาก ค่าเทอมค่ารับส่งลูกค่าหาหมอเพราะป่วยบ่อย มาเป็นค่าเดินทาง เพราะเรากลายเป็น Learning by Travelling Unschooling ไปเรียบร้อยนานแล้ว คือเรียนรู้ผ่านการเดินทาง สุขภาพเราดีกว่าค่าเฉลี่ย นานๆ หลายปีทีหน กว่าเราจะมีโอกาสไปโรงพยาบาลเพราะป่วย

คนไทยไม่นิยมเล่าเรื่องตัวเอง เพราะกลัวคนว่าอวด ว่าทำตัวเด่นอยากดัง แต่บ้านนี้ชอบเล่าค่ะ เรื่องที่มีประโยชน์หรือุทาหรณ์สะกิดใจ ให้กับกัลยาณมิตรทั้งหลาย ไม่ค่อยอยากเก็บไว้รู้เอง แม้เพียงคนเดียวที่ฟังอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ ก็ยังจะเล่าต่อไป เยอะหน่อยนะวันนี้ เพราะตื้นตันมาก ที่ลูกได้คะแนนวิชาเศรษฐกิจพอเพียงเต็ม 100 เป็นวิชาพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่9 เพื่อคนไทยทุกคน วิชาไหนก็ไม่สำคัญเท่าวิชานี้

ปล. เพิ่มเติมนิด 25/5/60 ข้างบนนี้ไม่ได้พูดเรื่องสังคม ไม่ได้แปลว่าลูกไม่มีเพื่อนหรือสังคม ร่องรอยรูปที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของลูกสาวลูกชาย บ้านพี่ตอนนี้มีประมาณ 50,000 ภาพขึ้น อย่ากังวลค่ะถ้าเราไม่ได้เก็บลูกไว้ในบ้าน และเปิดใจกว้างรับมิตรภาพ ยังไงสังคมมาแน่ แต่ทำยังไงอย่าให้สังคมจำยอม มากดดันเราต่างหาก ที่สำคัญกว่า

เครดิตจากเพจ โฮมสคูลแบบปลายฟ้า เด็กหญิงไม่เคยไปโรงเรียน Plaifa HomeschoolingNopparat Jjnorasuk,  taamkru.com