ความเป็นมา 7 เวอร์ชั่น ของเจ้าหญิงนิทรา Sleeping Beauty

Home / ทีนวาไรตี้ / ความเป็นมา 7 เวอร์ชั่น ของเจ้าหญิงนิทรา Sleeping Beauty

เราน่าจะได้ยิน ได้อ่านหรือได้ดูนิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทราหรือ Sleeping Beauty กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเวอร์ชั่นของดิสนีย์ที่เจ้าหญิงเคราะห์ร้ายโดนแม่มดสาปให้โดนเข็มปั่นด้ายแทงนิ้ว ต้องรอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยจุมพิตปลุกให้จากหลับไหล แล้วเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่จะมาเป็นดิสนีย์ล่ะ!?

ความเป็นมา 7 เวอร์ชั่น ของเจ้าหญิงนิทรา
Sleeping Beauty

Sleeping Beauty ปรากฏครั้งแรกในวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง Perceforest ตีพิมพ์เมื่อปี 1528 แต่ต้นเรื่องจริงๆ นั้นเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นโดยปราฏในรูปแบบเรื่องเล่าปากเปล่า เล่าถึงเจ้าหญิง เซลแลนดีน ที่ตกหลุมรักชายหนุ่มชื่อ ทรอยลัส พ่อของเซลแลนดีนจึงส่งเขาไปทำงานเพื่อให้เขาพิสูจน์ตัวเองว่าเขาคู่ควรกับเธอ แต่ระหว่างนั้น สาวน้อยกลับต้องคำสาปลึกลับด้วยการโดนเข็มปั่นด้ายตำนิ้วจนหลับไหล ทรอยลัสเห็นเข้าก็ข่มขืนเธอทั้งที่เธอยังไม่ได้สติ และเธอให้กำเนิดลูกชายในภายหลัง โดยลูกชายดูดนิ้วของเธอโดยบังเอิญจนเข็มปั่นด้ายเจ้ากรรมหลุดออกมาทำให้เซลแลนดีนตื่นขึ้น เธอพบว่านิ้วมือของเธอสวมแหวนที่ทรอยลัสทิ้งไว้ให้จนรู้ว่าพ่อของเด็กคือเขา และทั้งสองได้แต่งงานกันในเวลาต่อมา

เจ้าหญิงนิทราปรากฏขึ้นอีกครั้งในนิทานพื้นบ้านของอิตาลีเรื่อง Sun, Moon, and Talia โดยเวอร์ชั่นนี้เล่าเรื่องของ ทาเลีย ลูกสาวของแลนด์ลอร์ด (เจ้าของที่ดิน) วันหนึ่ง โหรประจำเมืองทำนายว่าทาเลียนั้นจะเดือดร้อนเพราะถูกเข็มปั่นด้ายแทง จนพ่อของเธอสั่งไม่ให้มีเครื่องปั่นด้ายและเข็มอยู่ในบ้านอีกเลย แต่วันหนึ่ง ทาเลียเห็นหญิงชราแปลกหน้าปั่นด้ายอยู่จึงขอลองทำบ้าง และกลับถูกเข็มทิ่มเข้าใต้เล็บจนไม่ได้สติราวกับตาย แต่แทนที่จะเผาหรือฝังร่างลูกสาว เจ้าของที่ดินกลับเก็บเธอไว้ในที่ดินของเขาแทน

เวลาต่อมา ราชาผู้ออกมาล่าสัตว์ในป่าตามเหยี่ยวเข้ามาในบ้านน้อยหลังหนึ่งและพบทาเลียนอนอยู่ในนั้น ด้วยลุ่มหลงในความงาม พระองค์พยายามปลุกเธอให้ตื่นก่อนจะ “มอบผลไม้แห่งความรัก” ให้เธอ จากนั้นจึงทิ้งเธอไว้ในบ้านแล้วกลับวัง ภายหลังทาเลียที่ยังคงหลับลึกอยู่ ให้กำเนิดเด็กฝาแฝดชายหญิง วันหนึ่ง เด็กหญิงพยายามดูดนมจากเต้าแต่คลานหาเต้าไม่เจอจึงดูดนิ้วมือของทาเลียและบังเอิญดูดเอาเข็มที่ฝังไว้ออกมาได้ ทาเลียจึงตื่นขึ้น เธอตั้งชื่อเด็กแฝดว่า “ซัน (ดวงอาทิตย์)” กับ “มูน (ดวงจันทร์)” และอาศัยในบ้านหลังนั้นต่อไป

ต่อมา พระราชากลับมาอีกหนและพบว่าทาเลียตื่นขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม พระองค์เองแต่งงานแล้ว แต่แม้จะกลับวังไปก็ยังละเมอชื่อทาเลียและลูกๆ จนพระราชินีได้ยินเข้า เธอบังคับให้พระราชาบอกความจริงทุกอย่างและนำตัวสามแม่ลูกมาขึ้นศาล โดยสั่งให้พ่อครัวในวังฆ่าเด็กและเสิร์ฟให้พระราชากิน แต่พ่อครัวตัดสินใจซ่อนเด็กๆ ไว้และเสิร์ฟพระราชาด้วยเนื้อแกะแทน

เมื่อทาเลียมาขึ้นศาล พระราชินีสั่งให้คนของนางจุดไฟขึ้นที่ลานหน้าวัง และสั่งให้ทหารโยนทาเลียเข้าไปในกองไฟ แต่ทาเลียขอถอดเสื้อผ้าออกจนหมดก่อนแล้วจึงเดินเข้าเปลวไฟ และระหว่างที่ถอดเสื้อผ้านั้น เธอก็ร้องไห้คร่ำครวญไปด้วยจนพระราชาได้ยิน เมื่อพระองค์มาดู พระราชินีก็บอกว่าทาเลียต้องถูกเผาและพระองค์ทรงกินเด็กๆ ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ทำให้พระราชาโกรธมากและสั่งเผาพระราชินีกับพ่อครัวแทน แต่พ่อครัวอธิบายว่าเขายังเก็บเด็กๆ ไว้ พระราชินีจึงถูกเผาเพียงคนเดียว โดยพระราชาแต่งงานกับทาเลียและพ่อครัวได้เลื่อนขั้นเป็นมหาดเล็กในที่สุด

ขณะที่เรื่องเล่าในเวอร์ชั่นของ ชาร์ล แปโร นั้นถูกตีพิมพ์ในหนังสือเรื่อง Histoires ou contes du temps passé ในปี 1697 ชื่อ The Sleeping Beauty in the Wood แบ่งออกเป็นสองภาค เล่าถึงงานเลี้ยงฉลองของพระราชาและพระราชินีในอาณาจักรใหญ่ ที่นางฟ้าทั้งเจ็ดต่างมาอวยพรให้พระธิดาของทั้งสองแข็งแรง นางฟ้าหกองค์ต่างให้ของขวัญพระธิดาเป็นอย่างดี ขณะที่องค์ที่เจ็ดนั้นแก่มากและทุกคนคิดว่านางตายไปแล้ว ทำให้นางถูกลืมและนางโกรธมากจนสาปพระธิดาว่าจะถูกเข็มปั่นด้ายตำนิ้วตาย โชคดีที่เหลือนางฟ้าองค์ที่เจ็ด แก้คำสาปให้ว่าพระธิดาจะไม่ตาย แต่จะหลับไป 100 ปีและจะตื่นเมื่อได้รับจุมพิตจากบุตรชายของกษัตริย์อีกเมือง

ต่อมา พระธิดาต้องสาปและหลับเข้าจริงๆ ทั้งเมืองก็ตกในความหลับไปด้วย จนเวลาผ่านไปอีกร้อยปี เจ้าชายต่างเมืองก็เดินทางมาถึงและฝ่าฟันหนามกุหลาบไปจนถึงตัวเจ้าหญิงได้ ก่อนจะจุมพิตเธอให้ตื่นขึ้นและแต่งงานกันในที่สุด

อย่างไรก็ดี ภาคสองนั้น เล่าถึงชีวิตหลังแต่งงานของทั้งคู่ พระธิดาให้กำเนิดบัตรแก่เจ้าชายชื่อ ออโรเร (รุ่งอรุณ) และ จัวร์ (วัน) พระราชินีซึ่งเป็นแม่ของเจ้าชายนั้นสืบเชื้อสายมาจากยักษ์กินคน ส่งเจ้าหญิงและลูกของเธอสองคนเข้าไปอยู่ในป่า และสั่งพ่อครัวให้ทำมื้อเย็นโดยใช้เนื้อของเด็กทั้งสอง เสิร์ฟพร้อมซอสขึ้นชื่อ แต่พ่อครัวทำไม่ลงจึงซ่อนเด็กไว้และเสิร์ฟเนื้อแกะแทน พระราชินียังไม่พอใจ สั่งให้ทำอาหารเพิ่มโดยใช้เนื้อของเจ้าหญิง แต่พ่อครัวก็ใช้เนื้อแกะอีกเช่นกันและซ่อนเด็กสาวไว้ แต่พระราชินีล่วงรู้เข้าจึงใส่งูและสัตว์มีพิษไว้เต็มอ่างน้ำเพื่อฆ่าเจ้าหญิงและลูกๆ เสีย แต่เจ้าชายกลับมาพบเข้า ทำให้พระราชินีกระโดดลงอ่างพิษเสียเองจนขาดใจ และเจ้าชาย เจ้าหญิงและลูกๆ จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในที่สุด

ดูเหมือนเวอร์ชั่นของพี่น้องตระกูลกริมม์นั้นจะเป็นต้นตำรับของดิสนีย์ เมื่อลงเอยด้วยเจ้าชายจุมพิตเจ้าหญิงให้ตื่น พร้อมกับที่ทั้งปราสาทเองก็ตื่นจากหลับใหลและได้อยู่ไปอย่างมีความสุขตลอดกาล จนดิสนีย์นำมันมาสร้างเป็นอนิเมชั่นชื่อดังปี 1959 ที่ว่าด้วยเจ้าหญิง “ออโรรา” ผู้ตกอยู่ในห้วงหลับยาวนานจนมีเจ้าชายรูปงามมาจุมพิตให้ตื่นในที่สุด

และในปี 2011 “เจ้าหญิงนิทรา” ก็ถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้ง เพียงแต่มันไม่ใช่นิทาน ทว่า มันคือเรื่องราวของ “ลูซี” (เอมิลี บราวนิง) นักศึกษาสาวผู้กินยานอนหลับแล้วเปิดโอกาสให้ลูกค้าทำอะไรกับร่างกายเธอก็ได้ยกเว้นสอดใส่

Sleeping Beauty (2011, จูเลีย ลีห์) เวอร์ชั่นนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่า “ถูกลูกถึงคน” มาก เพราะไม่เพียงแต่มันจะขับเน้นร่างเปลือยงดงามของหญิงสาวให้เด่นชัดตลอดทั้งเรื่อง แต่มันยังเล่าเรื่องราคะของมนุษย์ ล้อไปกับตำนานนิทานที่เราเคยได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ดุจราวกับว่านี่คือ เจ้าหญิงนิทราในยุคไซเบอร์ที่ตัดสินใจกินยานอนหลับกับลูกค้าแทน (!!!)

ชมนักศึกษาสาวในคราบเจ้าหญิงนิทรา ได้ใน Sleeping Beauty เสาร์ที่ 17 มิถุนายน เวลา 20.00 น. และ 23.00 น. ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre