ทฤษฎีความรัก Theories of Love

Home / ความรัก / ทฤษฎีความรัก Theories of Love

ปัญหาความรักมีหลากหลายรูปแบบมากมาย ให้หลายคนครุ่นคิด จนอาจทำให้คู่รักบางคู่รู้สึกเหนื่อยและท้อได้ งั้นเราลองมาย้อนกลับไปหาทฤษฎีความรักเริ่มต้นดูกัน อาจจะทำให้เราปรับเปลี่ยนทัศนะคติจากความรักยากๆ เป็นง่ายขึ้นก็ได้นะ…ทฤษฎีความรัก Theories of Love

ทฤษฎีความรัก Theories of Love large (15)
ทฤษฎีความรัก Theories of Love

ทฤษฎีความรัก Theories of Love

ในกลุ่มนักวิชาการที่ทำการศึกษาวิจัยในหัวข้อนี้ที่โดดเด่นเห็นจะไม่มีใครเกิน Dr. Robert Sternberg นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) เพราะแนวคิดของเขาได้รับการพูดถึงอยู่เสมอในแวดวงนักวิชาการ บวกกับเป็นแนวคิดที่เข้าใจง่าย ซึ่งเขาได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความรักไว้ในปี ค.ศ. 1986 ดังนี้

ความรัก มี 3 องค์ประกอบหลัก คือ

1. ความเสน่หา (Passion) หมายถึง ความหลงใหลในเสน่ห์ทางเพศ (sex appeal) มีความรู้สึกพึงพอใจในเรือนร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ทรวดทรงองค์เอว และลักษณะทางเพศอื่นๆ รวมไปถึงจริตกิริยามารยาท น้ำเสียง รู้สึกเย้ายวนรัญจวนใจ กระทั่งตกหลุมรักในที่สุด เกิดแรงขับที่จะทำความรู้จักและสร้างสัมพันธภาพกันต่อไป เป็นแรงปรารถนาอันเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศทั้งหญิงและชาย เริ่มตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนปลายต่อเนื่องไปถึงช่วงอายุระหว่าง 20-35 ปี ความสัมพันธ์ที่มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องด้วยดีทำให้เกิดความสนิทสนมไว้วางใจกัน และกระตุ้นให้มีแรงปรารถนาทางเพศต่อกัน ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสีย ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ และการยอมรับ ที่สำคัญคือ ความจริงใจต่อกัน

2. ความผูกพัน (Intimacy) หมายถึง ความผูกพันอันเกิดจากความใกล้ชิดสนิทสนมในฐานะคนรัก (แฟน) หรือคู่ครอง(ภรรยา-สามี) มาระยะหนึ่ง มีความอบอุ่นมั่นคงทางใจอันเกิดจากความเข้าใจและไว้วางใจกัน ทำให้ต้องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไป

ทฤษฎีความรัก Theories of Love large (16)
ทฤษฎีความรัก Theories of Love

โดยกำหนดคุณลักษณะของ ความผูกพัน เอาไว้ 10 อันดับ คือ

1. มีความปรารถนาที่จะทำให้คนรักมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
2. ได้ผ่านห้วงเวลาแห่งรัก (รักแรกพบ หลงรัก การเกี้ยวพาราสี การคบหาในแบบคู่รัก) กับคนรักมาก่อน
3. รู้สึกห่วงใยและคำนึงถึงความรู้สึกของคนรักอย่างมาก
4. เป็นที่พึ่งได้ในยามที่คนรักต้องการ
5. มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี
6. สามารถแบ่งปันทรัพย์สมบัติต่างๆรวมทั้งความทุกข์-สุขร่วมกับคนรักได้
7. ได้รับการปลอบประโลมใจและกำลังใจจากคนรัก
8. ให้การปลอบประโลมใจและกำลังใจต่อคนรัก
9. พูดคุยสื่อสารกับคนรักได้อย่างลึกซึ้งและจริงใจ
10. เห็นคุณค่าในตัวคนรัก

3. การตัดสินใจ (Decision) และการให้คำมั่นสัญญา (Commitment) เมื่อเราเริ่มรู้สึกรักใครสักคนมาถึงจุดหนึ่งเราต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป Dr. Sternberg ได้แบ่งช่วงเวลาของการตัดสินใจออกเป็น 2 ช่วง คือ

1. ช่วงแรก ในขณะที่เรากำลังตกหลุมรักในระยะแรกๆ นั้น เราจะรู้สึกไม่มั่นคง เกรงว่าคนที่เรารักจะไปรักคนอื่น หรือมีใครมาแย่งคนรักไป จึงต้องรีบตัดสินใจ (Decision) ลงไปว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ หากตัดสินใจเดนหน้าต่อจนเกิดการพัฒนาเป็นที่น่าพอใจ ก็จะเข้าสู่ช่วงที่ 2 ต่อไป
2. ช่วงที่ 2 เมื่อต่างฝ่ายต่างมีความต้องการตรงกัน โหยหาชีวิตคู่ร่วมกัน ก็จะมีการให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (Commitment) และดำเนินการตามกฎเกณฑ์ทางสังคมต่อไป คือ การแต่งงาน

“ความรักอาจไม่ได้มีขอบเขต หรือ ความหมายที่ตายตัว เช่นเดียวกับทฤษฎีที่เรานำมาฝาก เพราะความรักขึ้นอยู่ที่คนสองคนมากกว่า และมักจะเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์และสถานการณ์ของตัวคุณเอง”

 

 

ข้อมูล?success-in-love.blogspot.com