เหตุผลเจ๊บจี๊ด ทำไมวัยรุ่น เรียน แล้วต้อง ซิ่ว!

Home / การศึกษา / เหตุผลเจ๊บจี๊ด ทำไมวัยรุ่น เรียน แล้วต้อง ซิ่ว!

ไม่ว่าจะสมัยไหน การศึกษาในรั้ว มหาวิทยาลัย นั้น teen.mthai เชื่อว่าอย่างน้อยในทุกๆปี จะต้องมีปัญหาที่เกี่ยวกับ วัยรุ่น เข้ามามากมายและอีกหนึ่งปัญหาก็คงจะเป็นการ “ซิ่ว” ที่เรียกกันจนติดปาก หลายคนคงสงสัยว่า คนนั้น คนนี้ซิ่วทำไม ทำไมเรียนไม่จบ บางที?เหตุผลเจ๊บจี๊ด พวกนี้ก็อาจจะเป็นไปได้นะ ไปลองดูกัน
สอบคณะที่ติดก็ไม่ใช่ คณะที่ใช่ก็ไม่ติด

เหตุผลนี้มีหลากหลายที่มา แต่บทสรุปที่เหมือนกัน คือได้เรียนในคณะที่ไม่ใช่ เรียนไปแล้วมันไม่ใช่อะพี่ !! ให้ฝืนแค่ไหน ยังไงก็ไม่อยากเรียนอยู่ดี มันเป็นความทรมานลึกๆ?ที่เด็กซิ่วทั้งหลายไม่สามารถบอกใครได้ ถึงแม้ว่ามีที่เรียนแต่ก็ไม่มีความสุขอยู่ดี ?คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก? อยากจะออกจากที่นั่นไปทุกนาทีถ้าทำได้ แต่ด้วยความที่เราได้ที่นี่เราก็ต้องเรียน จะไม่เรียนก็ไม่ได้ครอบครัวจะว่ายังไง? จะถูกด่าว่าหยิ่ง ยโส ไม่ดูมันสมองตัวเอง หรือเปล่า และอีกหลายๆ คำที่ต้องทนเก็บไว้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแต่ทนเรียนต่อไป และอ่าน GAT PAT ไปด้วยเพื่อเตรียมสอบอีกครั้ง เหนื่อยที่มหาวิทยาลัยด้วย เหนื่อยที่อ่านหนังสือเพิ่มด้วย?มีใครจะ

 

เข้าใจบ้างไหม???

ก็มีหลายวิธีที่ทำได้นะ อ่านหนังสือสอบใหม่โดยที่ไม่ต้องออกจากที่เก่า เพราะว่าถ้าอยู่ปี 1 ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อสอบใหม่ค่ะ คือแต่ละคนก็มีแนวทางต่างกันไป พี่แป้ง เคารพในการตัดสินใจขอน้องนะ แต่ว่าอย่าลืมดูพื้นฐานความเป็นไปได้ด้วย ถ้าความเป็นไปได้ที่ดีกว่านี้ก็ไปโลด แต่ถ้าไม่ดีไปกว่านี้ก็อาจจะเลือกคณะเดียวกันแต่มหาวิทยาลัยอื่นก็ได้ เช่น ม.เอกชน หรือ ม.เปิดของรัฐก็ได้ หรือไม่ก็เรียนที่เดิมให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป ให้คนอื่นเห็นว่า??ฉันก็ทำได้นะ??สำคัญที่กำลังใจ ต้องเข้มแข็งนะ เพราะตัวเองคือคนที่ทำให้ตัวเองเข้มแข็งที่สุด

นักศึกษา

เกียรติภูมิแห่งศักดิ์ศรี ฉันต้องเข้า มหาวิทยาลัยดีมีชื่อเสียง

เหตุผลนี้สลับกับเหตุผลแรกเลยค่ะ คือว่าได้คณะที่คิดว่าโอเคแล้วแต่ว่า??ที่ฉันเลือก ต้องได้มหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ซิ??ซึ่งที่มาของเหตุผลนี้ก็มีที่มาหลายอย่างนะคะ บางคนไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัยนี้เพราะว่าอีกมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนในคณะนี้ที่ดีกว่า หรือบางคนไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ไกลบ้าน ไม่อยากห่างครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง เจ้าตูบเจ้าด่างก็ว่ากันไปเพราะคิดว่าถ้าไปไกลต้องเป็นโรค Homesick แน่นอน

แต่บางคนกลับให้เหตุผลที่ซิ่วเป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยที่ได้ยังไม่มีชื่อเสียงพอ ต้องเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นอันดับหนึ่งหรือติดท็อปไฟว์ของประเทศไทยให้ได้ <—– โอ้ ไม่นะ ไม่อยากให้คิดแบบนี้เลยเพราะมันเป็นความคิดที่??ดูถูก??คนอื่นมากๆ เลยค่ะ ทุกคนมีศักดิ์และศรีเท่ากันหมด การที่ดูถูกคนอื่นมันก็คือความคิดที่ไม่เป็นมิตร และอาจจะนำไปสู่แรงกดดันตัวเองมากเกินไป สุดท้ายก็จะสอบไม่ติดที่ไหนเลยก็เป็นได้นะ

 

สอบตรงก็ไม่ได้ แอดมิชชั่นก็ไม่ได้ รอบหลังแอดฯ ก็อดอีก

โอ้ยยย !! อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้ สอบตรงก็ตั้งหลายที่ ติดข้อเขียนก็ดันไม่ติดสัมภาษณ์ พอติดก็ดันติดตัวสำรองอีก…..ลุ้นตั้งนานเขาก็ไม่เรียก ต่อไปก็รอบแอดมิชชั่นล่ะ เลือกครบทั้ง 4 อันดับก็ไม่ติดสักอันดับ เหนื่อยละนะ ! ขอรอสอบตรงหลังแอดฯอีกรอบ?สุดท้ายก็ไม่ติดสักที่ทำไงดี ที่เรียนก็ไม่มี จะเรียนเอกชนก็ไม่มีคณะที่ใช่ ค่าเทอมแพง ไฮโซเกินไป บลาๆๆ สารพัดเหตุผล จนตอนจบมานั่งชอกช้ำหาทางออกให้ตัวเอง?ต้องกลายเป็นเด็กซิ่วทั้งๆ ที่ไม่อยากซิ่ว

เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราคงกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถทำอนาคตให้ดีขึ้นได้ มีหลายทางให้เลือกเลยค่ะ บางคนก็ไปเรียนม.รัฐที่เป็น ม.เปิด บางคนก็เรียนม.เอกชนรอไปก่อน บางคนก็เข้าคอร์สเรียนพิเศษเตรียมตัวกับการสอบรอบใหม่ หรือบางคนก็อยู่บ้านอ่านหนังสือเอง! เลือกได้หลายวิธีเลยค่ะ พี่แป้ง อยากบอกว่าการที่เราไม่ติดที่ไหนเลยไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีศักยภาพ?อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ขอให้แล้วไป ขอให้น้องๆ อ่านหนังสือ สะสมความรู้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องประสอบความสำเร็จ teen.mthai เชื่อว่าถ้าคนหัวดีแต่ไม่ขยันยังไงก็แพ้คนหัวไม่ดีที่ขยัน เหมือน??เต่ากับกระต่าย? ไงคะ เชื่อมั่นในความพยายามของตัวเองนะคะ

ปัญหาครอบครัว

ครอบครัวกดดัน ยังไงก็ต้องเปลี่ยน

อุตส่าห์ได้คณะที่อยากเรียน มหาวิทยาลัยในฝันทันที?? แต่ว่าครอบครัวไม่ยอมรับซะนี่!!!!!? ยังไงเราก็ต้องซิ่วออกมา เราเป็นคนเรียน แต่ว่าที่บ้านเป็นคนจ่ายเงิน ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะหาเงินเรียนเองนิ ส่วนเหตุผลที่บ้านอยากให้ซิ่วอาจจะเป็นเพราะว่า จบไปจะทำงานอะไร เรียนหนัก เหนื่อย ดูไม่มีอนาคต ค่าเทอมแพง ไกลบ้าน หรืออื่นๆ อีกหลายเหตุผล

อยากจะให้ลองทำความเข้าใจกับที่บ้าน?ชี้แจงเหตุผลกันไปเลย?สมมติว่าถ้าถามว่าจบไปทำงานอะไร เราก็ต้องหาข้อมูลให้ได้ว่ามีงานอะไรทำได้บ้าง หรือเราเรียนตั้งใจทำงานอะไร พ่อแม่บางคนบอกว่าอาจจะส่งไม่ไหวนะ เราก็ทำเรื่องกู้กยศ.เลย อย่างน้อยแบ่งเบาภาระได้บ้างก็ยังดี ถ้ากู้ไม่ได้ก็ต้องพยายามประหยัดที่สุด หรือหาทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าประชดประชันพ่อแม่นะคะ เพราะถึงแม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกค่ะที่อยากเห็นลูกตัวเองลำบากในอนาคต หรือไม่รักลูกตัวเอง

 

เรียนมาตั้งนาน เพื่อนก็ไม่มี คุยกับใครก็ไม่มีใครอยากคุย

อันนี้ไม่รู้จะเป็นปัญหา หรือเหตุผลดี แต่ พี่แป้ง ว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่งเลยนะที่ตัดสินใจที่จะซิ่ว คือได้คณะที่ชอบ มหาวิทยาลัยที่ใช่ แต่ไม่มีความสุข รู้สึกว่าแตกต่างจากคนอื่นทั่งๆ ที่ก็ห่างกันแค่รุ่นเดียวเอง มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนว่า?อยู่ตัวคนเดียว?อยากให้คนอื่นยอมรับเรา เข้าหาก็แล้ว ชวนคุยก็แล้วทำไมถึงยังไม่รู้สึกว่ามีเพื่อนสักทีละ หรือบางคนบอกว่าเราก็เป็นเพียงเด็กบ้านนอกคนนึงมาเรียนที่เมืองกรุงรู้สึกว่าสังคมมันแตกต่าง มีแต่ความฉาบฉวย ใส่หน้ากากเข้าหากัน ไม่อยากอยู่แล้ว

มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นแบบนี้ การที่เรียนคนเดียวในมหาวิทยาลัยที่กว้างขนาดนี้ทำให้รู้สึกว้าเหว่ ถ้าจะเริ่มแก้ก็ต้องเริ่มที่ตัวเราเองนั่นแหละค่ะ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำตัวให้เหมือนคนอื่นเพื่อให้คนอื่นยอมรับนะ แต่ว่าต้องเข้มแข็งให้คนอื่นเห็นว่าเราก็ไม่ได้อ่อนแอนะ วิธีที่แก้ได้ คือการเข้าหานั่นแหละ เข้าหาเพื่อนไปเรื่อยๆ teen.mthai เชื่อว่าไม่ได้มีแค่เพื่อนๆคนเดียวที่เป็นแบบนั้น มันต้องมีสักคนบ้างละที่รู้สึกเหมือนกัน ลองหาดูนะคะ ?^_^

ซิ่ว

ถ้าจะเรียนยากขนาดนี้ ซิ่วให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

เหตุผลนี้เรียกง่า ๆ ว่าเรียนไม่ไหวนั่นเอง?เข้าไปเรียนแล้วเพื่อนก็โอเคนะ บรรยากาศก็อยากเรียน แต่เนื้อหาวิชามันยากเกินกว่าจะเข้าใจนี่หน่า หวั่นวิตกว่าจะไม่จบง่ายๆ นะซิ ซิ่วไปหาที่เรียนที่ง่ายกว่านี้ดีกว่า อยากให้เลือกวิธีที่จะซิ่วเป็นทางสุดท้าย ไม่ได้ห้ามนะ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่อยากเรียนมันจะมีแรงบันดาลใจบางอย่างที่ทำให้เรามีความกระตือรือร้นที่จะเรียน ลองให้เพื่อนช่วยสอนให้ ไปติวกับเพื่อนดูก่อนนะ บางทีอาจจะยากเฉพาะวิชาที่เราไม่ถนัดก็ได้ ไม่มีใครถนัดไปซะทุกด้านหรอก เอาไว้แบบว่าไม่ไหวจริงๆ เกรดหวิดโดนรีไทร์แน่ๆ ค่อยซิ่วออกมานะคะ พยายามเต็มที่ สู้ตาย (ชูสองนิ้วให้เลย)

 

เพราะไม่รู้ว่าชอบแบบไหน เลยยังไปต่อไม่ได้สักที

ง่ายก็คือ ตอนนี้กำลังเคว้งคว้างนั่นเอง จะไปทางไหนดี เราถนัดทางไหน เรียนอะไรที่คิดว่าสามารถเรียนได้โดยมีความสุขด้วย ขอหยุดสักปีค้นหาตัวเองก่อนดีกว่า เฮ้อ เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่หาทางออกยากนะ?แนะนำให้เราถามตัวเองว่า??ทำไม?? ให้ลองพยายามหาคำตอบด้วยนะคะ เพราะเราอาจจะได้คำตอบก็ได้ ก็ดีกว่าถามแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นคำถามอยู่อย่างนั้น เราก็จะไม่มีวันหาตัวเองเจอหรอกค่ะ

ที่มา?www.unigang.com