จากบทภาพยนตร์นักศึกษา สู่หนังในโรงภาพยนตร์ ‘เพื่อนขีดเส้นใต้’

Home / กิจกรรม / จากบทภาพยนตร์นักศึกษา สู่หนังในโรงภาพยนตร์ ‘เพื่อนขีดเส้นใต้’

จากบทภาพยนตร์นักศึกษา สู่หนังในโรงภาพยนตร์ ‘เพื่อนขีดเส้นใต้’ ผลงานของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ ม.กรุงเทพ ในชื่อทีม “BUFFET” …ใครที่เรียนสายภาพยนตร์ แล้วยังคิดไม่ได้ว่าจะเอาเข้าโรงภาพยนตร์ได้อย่างไร มาดูพวกเขาเหล่านี้กันดีกว่าว่า เขาสามารถทำได้อย่างไร และหนังที่เขาทำ มีความน่าสนใจยังไง เรามาดูเรื่องราวของพวกเขาพร้อมๆ กันเถอะ
b3จากบทภาพยนตร์นักศึกษา สู่หนังในโรงภาพยนตร์ ‘เพื่อนขีดเส้นใต้’

แรงบันดาลใจที่ทำให้เรื่อง เพื่อนขีดเส้นใต้ เกิดขึ้น
เรื่อง เพื่อนขีดเส้นใต้ ถือว่าเป็นโปรเจคจบที่เราจะทำส่งอาจารย์ ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะทำออกฉายทาง Youtube แต่ก็มาคิดว่า ทำไมเราไม่ทำให้มันออกมาแล้วสามารถเอาเข้าโรงได้เลยล่ะ ทั้งทีมก็เลยคิดว่าจะทำออกมาให้ดีที่สุดแล้วเราเข้าโรงให้ได้เลยดีกว่า เพื่อที่จะได้มีการกระตุ้นด้านสายการศึกษาด้วยว่า มีกลุ่มหนึ่งทำได้จริงๆ นะ แล้วคนอื่นๆ ก็อาจจะทำได้เหมือนกัน อันนี้เป็นไอเดียแรงบันดาลใจเบื้องต้น

b1
กระตั้ว / เจแปน / ปั๊บ 3 ผู้กำกับจาก เพื่อนขีดเส้นใต้

ความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง
ตัวเรื่องจะมีทั้งหมด 3 ตอนด้วยกัน คำว่าเพื่อน ขีดเส้นใต้ เราใช้ ขีดเส้นใต้ เป็นการบ่งบอกถึง การเน้นย้ำความสำคัญของแต่ละตอนที่จะมีเพื่อนคนหนึ่งคอยขีดเส้นใต้ให้กับอีกคนหนึ่ง
เจแปน : ตอนแรกชื่อ “รักเต็มปอด” เป็นเรื่องของ เพื่อนคู่ชีวิต ครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องคือเรามีโจทย์มาว่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับนักศึกษาด้วย ก็เลยนึกถึงบุหรี่ แล้วก็คิดไปถึงมุมมองว่า บุหรี่มีผลอะไรกับครอบครัวบ้าง ก็เลยเป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ฝ่ายสามีอยากที่จะมีลูก แต่ภรรยาก็ไม่ยอม เหตุเพราะว่า สามีติดบุหรี่ ภรรยาก็เลยกลัวว่าจะมีปัญหาส่งผลถึงลูกในท้อง และในอนาคต ก็เป็นเรื่องของคู่ชีวิตที่จะต้องมาคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหากันไป

1.8  1.6

1.5
กระตั้ว : ส่วนที่สองเป็นเรื่อง “Thesis ธีซีส” คือนำเอาเรื่องในชีวิตจริงๆ ของพวกเรามาทำเลยครับ เอาชีวิตจริงๆ ปัญหาในการทำธีซีสจริงๆ ใส่เข้าไปในหนังด้วย โดยเนื้อเรื่องก็จะเป็นการทำธีซีสของนักศึกษา และมีคนสองคนในกลุ่มทะเลาะกัน เพราะความต่างที่คนหนึ่งนึกอยากจะทำหนัง INDY อีกคนก็ว่ามันไม่โอเค อยากจะทำหนังเกาะกระแส ทำหนังเข้าโรงไปเลย พอความเห็นไม่ตรงกันเรื่องวุ่นๆ ก็เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็จะมีเรื่องราวที่มาช่วยตอบโจทย์ของคำว่า เพื่อนแท้

b5
ปั๊บ : เรื่องสุดท้าย “1428 ร่มเกล้า” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราใส่ความเป็นมืออาชีพเข้าไป เป็นความสมบูรณ์ที่สุดในการทำงานให้ออกมาเป็นหนังที่ดูมีอะไรจริงๆ ก็เลยนำเอาเรื่องจริงในสมัยก่อนมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่เขาเรียกกันว่า สมรภูมิบ้านร่มเกล้า เป็นเรื่องของทหาร 2 คน ที่คนหนึ่งจะรบ ส่วนอีกคนจะหนี ด้วยอะไรหลายๆ อย่างก็ทำให้เกิดเป็นคำว่า เพื่อนตาย เรื่องนี้ก็สมจริงทุกอย่าง เพราะเราก็ไปตามหาเอาจากต้นฉบับเลยว่า ตอนนั้นเขารบกันยังไง สภาพอากาศเป็นแบบไหน หรือเกิดเรื่องราวยังไง ถือว่าทำจบออกมาตอบโจทย์ของพวกเราเองที่ว่าอยากจะทำหนังดีๆ เข้าโรงให้ได้

3.6

3.7

3.5

วิธีค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน
พล็อตไอเดียพวกนี้มันมักจะมาเอง อาจจะเป็นตอนที่เรานั่งคุยเล่นกันไปมา หรือนั่งอยู่เงียบๆ ในมุมสบายๆ ไอเดียมันจะมาตอนไหนเราไม่รู้หรอก อยู่ที่ว่าเราจะคิด เราจะจินตนาการรึเปล่า อย่างแรกเลยคือการมองรอบๆ ตัว แล้วลองที่จะจินตนาการเรื่องราวที่แปลกออกไป
ได้เข้าโรงภาพยนตร์จริงๆ อย่างที่ตั้งใจ
สำหรับเรื่องนี้ถือเป็นโอกาสดีๆ มากกว่าที่ทาง Handmade Distribution มาเห็นผลงานเราแล้วอยากจะเอาเข้าโรงจริงๆ ก่อนที่เราจะทำเสร็จเราเองก็คิดหาวิธีเหมือนกันว่าจะทำยังไงหนังเราถึงจะได้เข้าโรงจริงๆ จนกระทั่งมาเจอผู้ใหญ่ใจดีจากทาง แฮนด์เมด ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทำหนังแล้วเอาเข้าโรงได้จริงๆ เหมือนเราเป็นโครงการนำร่องว่า คนอื่นๆ ก็สามารถทำได้นะ ก็อยากให้น้องๆ หรือคนอื่นๆ ที่สนใจลองทำกันดู หากเรามีความตั้งใจ มีเรื่องราวที่อยากจะนำเสนอ ทางนี้ก็มีช่องทางสนับสนุนให้ได้เช่นกัน สำหรับตัวหนังเราเอง พอได้เข้าโรงแล้วผลตอบรับที่ได้กลับมาก็ถือว่าดีเลยครับ มีคนเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่รวมๆ แล้วก็ได้รับคำชมเยอะ ด้วยความเป็นงานระดับมหา’ลัย แต่ได้รับการตอบรับขนาดนี้ก็รู้สึกดีมาก

3.8

การรวมตัวกันเป็น Buffet Production.CO.LTD
ทุกคนในทีมก็จะมีความฝันคล้ายๆ กัน คืออยากจะทำหนัง อยากจะเล่าเรื่องดีๆ ออกไป และอยากจะให้มีคนจดจำมันได้ ด้วยความชอบที่เหมือนกัน ชอบดูหนัง อยากจะทำหนังเหมือนกันก็เลยมาสานฝันร่วมกัน ช่วงปี 1 ก็เป็นช่วงที่เราเริ่มรวมตัวกัน มีกันประมาณ 15 คน แล้วก็เป็น “ทีม Buffet” ขึ้นมา จากนั้นก็มีโอกาสได้ทำคลิปล้อเลียนหนังลง Youtube จนมีคนเข้ามาติดตามกันพอสมควร มีคนเข้ามาดูผลงานเราเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งมีคนสนใจ ติดต่อเราให้ทำงานให้ จนมีงานเข้ามาเรื่อยๆ ที่สุดแล้วเราก็คิดว่า เราจะทำอย่างนี้ไม่ได้แล้ว จะต้องมีหลักแหล่งที่เป็นหลักประกันให้ลูกค้าได้ บริษัทก็เลยเกิดขึ้น

1.10
ปี 2 พวกเราก็คุยกันจนตกลงจดกันเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และก็รับงานมาเรื่อยๆ พอปี 3 เริ่มคิดแล้วว่าพวกเราอยากจะทำอะไรบ้างไม่ใช่เพียงรับมาทำอย่างเดียวแล้ว ก็เลยคิดว่า หนึ่งคืออยากจะทำหนังเข้าโรงบ้าง สองพอนึกถึงปีสุดท้ายต้องทำธีซีส เราก็อยากจะทำธีซีสของเราให้มันเข้าโรงได้ และสาม สุดท้ายคืออยากที่จะมีรูปแบบเป็นของบริษัทเราเอง หลายคนก็เตือนเหมือนกันว่า ทำเองเดี๋ยวจะไม่รอด เดี๋ยวจะเจ็บตัวนะ ทำไมจบแล้วไม่ลองไปศึกษาดูจากที่อื่นก่อนล่ะ ซึ่งพวกเราก็มองว่า ถ้าทำอย่างนั้นก็เหมือนว่าเราไปเอาขั้นตอน การจัดการ โครงสร้าง หรือการทำงานของเขามา ก๊อปเขาเสร็จแล้วออกมา แต่คือเราไม่อยากทำอย่างนั้น อยากที่จะบุกเบิกเป็นของเราดู ก็มาลองผิดลองถูกว่าเราจะจัดการยังไง เราจะอยู่รอดมั้ย ฝึกพวกเราไปในตัว ซึ่งในที่สุดมันก็อยู่ได้ พอทุกคนมาทำงานร่วมกัน แบ่งงานกันทำก็เป็นเคมีที่เข้ากัน เป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ

b4ผลตอบรับในส่วนของบริษัทอยู่ในระดับที่ดี แม้จะมีผู้ใหญ่ที่มองว่า เราบ้าบ้าง หรือจะทำได้จริงรึเปล่า แต่ส่วนหนึ่งพอเขาได้เห็นงานเรา ได้มองมันจริงๆ เขาก็จะเห็นด้านการทำงานของเราที่เป็นระบบไม่แพ้ที่อื่นๆ แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ ไม่สามารถไปแข่งกับค่ายใหญ่ๆ ได้ แต่ก็มีความเป็นมืออาชีพในแบบของเรา มีความคบวงจรในการทำงานด้านนี้อยู่เช่นกัน ถือว่าเราเองก็เป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าได้สำหรับคนที่สู้โปรดักซั่นใหญ่ๆ ไม่ไหว ทั้งนี้ก็ต้องลองมาดูเราก่อน อย่าเพิ่งตัดสินจากความที่เราเป็นเด็ก หรือบริษัทเล็กๆ

0.6

ผลงานในอนาคตก็คงเป็นจะหนังที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเขียนบทอยู่ ซึ่งครั้งนี้ก็จะทำออกมาให้เป็นหนังตลาดมากขึ้น ให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้มากขึ้น เนื่องจากเรื่องแรกค่อนข้างที่จะเป็นอะไรที่ตามใจพวกเราเองซึ่งอาจไม่ถูกใจกลุ่มนี้ ไม่ถูกใจกลุ่มนั้น แต่เรื่องที่กำลังจะทำก็จะเป็นการเอาใจทุกคนมากขึ้น ให้เข้าใจกันได้มากขึ้น และโอกาสต่อๆ ไปก็จะทำผลงานอีกหลายๆ แนวออกมาให้ได้ติดตามกัน

ฝากถึงน้องๆ
น้องๆ ที่คิดว่าตัวเองสนใจด้านนี้ก็อยากจะให้ลองไปหาข้อมูลดูว่า เราชอบด้านนี้จริงๆ รึเปล่า สนใจจุดไหน สถาบันไหนเป็นพิเศษ ถามใจตัวเองดูให้ดีก่อน เพราะเรียนด้านนี้ไม่ได้มีแต่ความบันเทิง มันก็มีเรื่องหนักๆ ที่เราต้องเจอเช่นกัน แต่ถ้าเราคิดจะทำแล้ว มาถึงตรงนี้แล้วจริงๆ สิ่งนี้ ความรู้นี้จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต เชื่อว่าถ้าเรารักอะไรจริงๆ เราก็จะสามารถอยู่ตรงนั้นได้นาน ถ้ามั่นใจแล้วก็ตรงมาเลย อย่าง ม.กรุงเทพ เองก็มีความเพียบพร้อมหลายด้านอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ เพราะที่นี่ไม่ได้สอนให้เราเป็นครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว ยังสอนให้เราเป็นเจ้าของธุรกิจไปในตัวด้วย คือเรียนจบ ทำงาน หรือมีกิจการเป็นของตัวเองก็ทำได้ เป็นอีกสถาบันที่ดีและน่าสนใจมากๆ

เครดิต : www.facebook.com/buffetproduction

 

ติดตามคอลัมน์ Show Off ได้ที่นิตยสาร Campus Star No.24

Facebook : www.facebook.com/campusstar

cover24