ด.ช.จุฑาภัทร ดีวงษ์ ด.ช.เอกพล เอกศิริ นางสาวพิสชา พ่วงลาภ นายธนาธิป นาฉลอง ผลงานภาพวาด อินทัช โครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช

ประกาศผลผู้ชนะภาพวาด โครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12

Home / กิจกรรม / ประกาศผลผู้ชนะภาพวาด โครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช ประกาศความสำเร็จของโครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12 ภายใต้หัวข้อ “ความสุข ความงดงามในความเป็นไทย” พร้อมเชิญชวนชมผลงานภาพวาดของ “นักเรียน-นักศึกษา” ที่ได้รับรางวัลในโครงการฯ ณ ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25 – 30 กันยายน และชั้น G ลานกิจกรรมเอเทรียม อาคารสินธร ถ.วิทยุ วันที่ 1-12 ตุลาคมนี้ รายได้จากการจำหน่ายภาพทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบเข้ามูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทางการศึกษา พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการต่อเนื่อง ตั้งเป้าสนับสนุนให้เด็กไทยรักการอ่าน โดยนำเรื่องราวมาถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะ

ประกาศผลผู้ชนะภาพวาด โครงการจินตนาการ
สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12

นายเอนก พนาอภิชน

นายเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อินทัช ได้ดำเนินโครงการ จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัชมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ถึงระดับอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้อ่านวรรณกรรมหลากหลายประเภททั้งหนังสือพระราชนิพนธ์ วรรณกรรมพื้นบ้าน วรรณกรรมในชั้นเรียน วรรณกรรมร่วมสมัย รวมถึงวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายรวมแล้วกว่า 1,900 เรื่อง และสำหรับหัวข้อการประกวดในปีนี้ คือ “ความสุข ความงดงามในความเป็นไทย” สะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็นไทยในมิติที่หลากหลาย และส่งเสริมให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยได้รับความสนใจจากน้องๆ นักเรียนและนักศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 1,000 ชิ้น และเป็นครั้งแรกที่ในปีนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ส่งผลงานเข้าประกวด ซึ่งทางโครงการได้เปิดโอกาสให้กับเยาวชนไทยทุกๆ กลุ่มเข้ามาประกวด เพราะอยากปลูกจิตสำนึกเริ่มจากสนับสนุนให้เยาวชนรักการอ่านและต่อยอดการอ่านให้กลายเป็นงานศิลปะด้วยจินตนาการและแรงบันดาลใจ โดยมองว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นจะช่วยส่งเสริมกระบวนการด้านการอ่าน ความรู้สึก จินตนาการ และการสร้างสรรค์ผลงาน เด็กๆ ต้องสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดได้ซึ่งจะมีการคัดเลือกนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 3-4 คนในแต่ละระดับชั้นให้มานำเสนอผลงาน ให้บอกแนวความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ว่าทำไมถึงสร้างผลงานนี้ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรจึงมีผลงานนี้ออกมา นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องการให้มีนอกเหนือจากการอ่าน คิด สร้างสรรค์แล้ว จะต้องนำเสนอผลงานได้ดีด้วย”

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านทัศนศิลป์ และวรรณศิลป์นำทีมโดย ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ และอาจารย์เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในฐานะคณะกรรมการตัดสินผลงาน พร้อมด้วยคณาจารย์อีกหลายท่าน ได้แก่ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร, ดร.สังคม  ทองมี, อาจารย์เสฐียรพงษ์  วรรณปก, คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) และคุณธวัชชัย สมคง

 ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ด้าน ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เผยว่า “การที่อินทัชได้ริเริ่มโครงการฯ นี้นับว่าเป็นเรื่องดีที่ได้ส่งเสริมการอ่านให้เด็กๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เด็กหันมาอ่านวรรณกรรมไทยซึ่งจะทำให้เขาเป็นนักคิด ถ้าหากเขียนรูปด้วยความรู้สึก แต่ไม่ได้มีการอ่าน ก็จะทำให้ไม่มีกระบวนการทางความคิดที่จะแปรเปลี่ยนออกมาเป็นภาพวาด และเมื่อวาดรูปขึ้นมาก็จะทำให้ตีความไม่แตก ดังนั้น โครงการฯ นี้ จึงเป็นการประกวดที่มีความแตกต่างกับเวทีประกวดทั่วๆ ไป คือ อินทัช จัดการประกวดภาพเขียนที่ทำให้เด็กใช้สมองมากขึ้น ใช้ความคิดมากขึ้น งานศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องการความคิด เรื่องฝีมือเราไม่ห่วง เด็กไทยเราเก่งมาก แต่ในความคิดยังไม่ดี ดังนั้น เด็กไทยควรจะต้องอ่านแล้วฝึกจินตนาการ และสะท้อนออกมาเป็นความคิดของตัวเองซึ่งจะเห็นว่าปีนี้มีภาพผลงานที่มาจากวรรณกรรมเรื่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”

“นอกจากนี้ การอ่านวรรณกรรม เพื่อเล่าเรื่องออกมาเป็นภาพเขียนนั้นจะเป็นเรื่องของความคิดที่มีอิสรภาพ สำหรับเด็กในการอ่านวรรณกรรมแล้ว มีจินตนาการของตัวเองออกมา รวมทั้งใช้เทคนิคอะไรที่แปลกๆ ออกมาบ้าง ทำให้มีมุมมองการวาดภาพในสไตล์ใหม่ มีความคิดใหม่ มีตัวตน หรือมีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจน”ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติม

ทางด้าน อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เผยว่า “การส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านนั้น ถือเป็นการปูพื้นฐาน พัฒนาคุณภาพของเด็กไทย ซึ่งน่าภูมิใจ และสิ่งที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีกในครั้งนี้ คือ การที่มีเด็กพิการทางการได้ยินส่งผลงานเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะปกติเด็กๆ ทุกคนจะมีจินตนาการของตัวเองอยู่แล้ว แต่คนที่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ เขาจะยิ่งมีจินตนาการสูง เช่น รูปเขียนจากวรรณกรรมเรื่องม้าก้านกล้วย โดยรูปขี่ม้าก้านกล้วยแล้วไปช่วยนำเด็กออกมาจากถ้ำ ถือเป็นรูปร่วมสมัยได้เลย เป็นการแตกกระแสออกมาได้อีก เด็กที่เขียนรูปนี้เขามีความฉลาดมากสามารถนำบทกวีม้าก้านกล้วย ของคุณไพวรินทร์ ขาวงาม มาแปลเป็นรูปวาด เอาม้าก้านกล้วยไปช่วยคน แสดงให้เห็นว่าเด็กพิเศษเขามีจินตนาการสูง เป็นการให้เห็นพัฒนาการของเด็กไทย และของสถาบันที่จัดประกวดด้วยว่าเข้าใจและส่งเสริมอย่างถูกต้องและถูกทางแล้ว”

“การที่เด็กๆ เริ่มมองหารูปแบบของการนำเสนอผลงานในด้านใหม่ๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นแปลว่าเด็กมีความกล้าในการตีโจทย์และนำเสนอ ท้าทายความสามารถ ออกนอกกรอบมากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงขบวนการของจิตใจเด็กๆ ครบวงจร คือ รู้สึก แล้วก็นึกจินตนาการ คิดแล้วก็แปลออกมาเป็นการแสดงออกด้วยงานศิลปะ ดังนั้น โครงการฯ ที่อินทัช ทำอยู่นี้กำลังมาถูกที่ถูกทาง ซึ่งเป็นการครบวงจรของขบวนการทางจิตใจ เพราะคนได้สมดุลกันระหว่างความรู้สึก ความนึก ความคิด ซึ่งจะเป็นองค์รวมของปัญญา และพัฒนาคนให้ขึ้นไปสู่ความเป็นมนุษย์” อ.เนาวรัตน์ กล่าว

โครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช ปีที่ 12 ภายใต้หัวข้อ “ความสุข ความงดงามในความเป็นไทย” จะมีพิธีประกาศผล และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดทุกระดับชั้น จำนวนทั้งสิ้น 44 รางวัล แบ่งออกเป็น รางวัลชนะเลิศ (4 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับ 1 (8 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับ 2 (12รางวัล) และรางวัลพิเศษ (20 รางวัล)

ชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา ได้แก่ ผลงาน สุขสุดของปวงไทย

นางสาวพิสชา พ่วงลาภ 

โดย นางสาวพิสชา พ่วงลาภ  อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้น ปีที่ 1 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร

แนวคิดจากวรรณกรรม ความสุข ความทรงจำ ในรัชกาลที่ ๙  โดยใช้เทคนิค แม่พิมพ์แกะไม้ถมทอง

ชนะเลิศ มัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ผลงาน อีสาน

นายธนาธิป นาฉลอง

โดย นายธนาธิป นาฉลอง อายุ 17 ปี ชั้น ม.5 จาก โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา

แนวคิดจากวรรณกรรม อีสานบ้านเฮา  โดยใช้เทคนิค สื่อผสม

ชนะเลิศ มัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ ผลงาน กาลครั้งหนึ่งกับการได้ยืนดู การแสดงอับดุลขายยา

ด.ช.จุฑาภัทร ดีวงษ์

โดย ด.ช.จุฑาภัทร ดีวงษ์ อายุ 13 ปี จากชมรมสอนศิลปะหอศิลป์ปาร์ตี้อาร์ตแกลอรี่

แนวคิดจากวรรณกรรม เกิดเป็นเด็กตลาด โดยใช้เทคนิค สื่อผสม

ชนะเลิศ ประถมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ผลงาน ถวายพระราชสาส์น

ด.ช.เอกพล เอกศิริ

โดย ด.ช.เอกพล เอกศิริ อายุ 12 ปี ชั้น ป.6 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี

แนวคิดจากวรรณกรรม พระนารายณ์มหาราชยุคอารยธรรม โดยใช้เทคนิค สีน้ำ

โดยทางโครงการจะนำภาพที่ชนะการประกวด มาจำหน่ายการกุศลเพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบเข้ามูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษาของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งได้จัดทำมาอย่างต่อเนื่อง และสำหรับภาพวาดที่ชนะการประกวดระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอุดมศึกษาจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลครั้งนี้สามารถชมภาพได้ที่ บริเวณผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25-30 กันยายน เวลา 10.00-21.00 น. และชั้น G ลานกิจกรรมเอเทรียม อาคารสินธร ถ.วิทยุ ในวันที่ 1-12 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00-18.00 น. (ยกเว้นวันเสาร์ และอาทิตย์)