ทีนวาไรตี้

คำที่เขียนผิด ในชีวิตประจำวัน


เนื่องจาก ภาษาไทย ในปัจจุบันนี้มี วัยรุ่น จำนวนมากจะมี คำที่เขียนผิด?อาจจะเป็น เพราะทุกวันนี้ เด็กไทยไม่ได้ อ่านหนังสือ หรือ เขียนหนังสือกันสักเท่าไร ! ยิ่งตอนนี้ก็มีแท็ปแล็ต คอมพิวเตอร์เล่นกัน เวลาหาข้อมูลทำการบ้าน รายงาน ก็แค่ ก๊อปปี้ แล้ว วาง ง่ายสะดวก ก็เลยอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุ ที่ทำให้เด็กไทยเขียนหนังสือ ผิดๆถูกๆ หรือ สะกดคำ ไม่ถูกต้อง (บางทีเราก็เขียนผิด เข้าใจผิดอยู่) เพื่อให้กระจ่างแจ้ง ตาม teen.mthai ไปดู คำที่เขียนผิด?พร้อมคำอธิบาย กันว่าจะมีคำไหนบ้าง? ลองนับดูเล่นๆ ว่าเพื่อนๆเคยเขียนผิดกันมาแล้วกี่คำ? ^_^

Thai alphabet

“สังเกตุ” หรือ “สังเกต”

คำนี้หลายคนเข้าใจว่า ต้องเขียนว่า “สังเกตุ” คือ มีสระอุ ใต้ “ต”?แต่ที่ถูกต้องตามพจนานุกรม จะต้องเขียนว่า “สังเกต” คือ ไม่มีสระอุ เพราะหากเติมสระอุ เมื่อใด ความหมายจะผิดเพี้ยน

ความหมายตามพจนานุกรม

“สังเกต” ก. กําหนดไว้, หมายไว้, เช่น ทำเครื่องหมายไว้เป็นที่สังเกต; ตั้งใจดู, จับตาดู, เช่น ไม่ได้สังเกตว่าวันนี้เขาแต่งตัวสีอะไร สังเกตกิริยาท่าทางเขาไว้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย

“เกตุ”, “เกตุ”- [เกด, เก-ตุ-, เกด-] น. ธง; (โหร) ชื่อดาวพระเคราะห์ดวงที่ ๙ หมายถึงตําแหน่งที่ดวงจันทร์ผ่านจากเหนือระนาบสุริยวิถี ลงสู่ใต้ระนาบสุริยวิถี ส่วนตําแหน่งที่ดวงจันทร์ผ่านจาก ใต้ระนาบสุริยวิถีขึ้นเหนือระนาบสุริยวิถี เรียกว่า พระราหู. (ป., ส.).

 

“สร้างสรรค์” กับ “สรรค์สร้าง” หรือ “สรรสร้าง”

โดยทั่วไปเราทราบกันดีว่า คำว่า “สร้างสรรค์” นั้น ความหมายคือ การสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น

ความหมายตามพจนานุกรม

สร้างสรรค์ ก. สร้างให้มีให้เป็นขึ้น (มักใช้ทางนามธรรม) เช่น สร้างสรรค์ความสุขความเจริญให้แก่สังคม. ว. มีลักษณะริเริ่มในทางดี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์.

แต่บางครั้ง เราพบว่า มีการใช้คำๆ นี้ สลับกัน จาก “สร้างสรรค์” เป็น “สรรค์สร้าง” โดยผู้ใช้ ที่ใช้ตาม อาจจะได้ยินมา (สัน-สร้าง) และเข้าใจว่า ต้องเขียนเป็น “สรรค์สร้าง” ซึ่งดูแปลก และเก๋ ดี แต่ความจริงแล้ว เมื่อใดก็ตามหากจะเขียนให้ออกเสียงต่างกัน นั่นต้องมาจากจุดประสงค์ ที่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร เพราะการที่ใช้คำว่า “สรรค์สร้าง” การเขียนที่ถูกต้องคือ “สรรสร้าง” คือ ไม่มี “ค์” ต่อหลัง “สรร” เพราะโดยแท้จริงผู้ที่เข้าใจถูกต้องจะใช้คำนี้โดยสื่อว่า “สรร” นั่นคือ การหามา รวบรวมมา แล้วนำมาสร้าง ซึ่งความหมายจะแตกต่างจากคำว่า “สร้างสรรค์”

 

“สร้างสรรค์” กับ “รังสรรค์” ใช้อย่างไร

อีกคำหนึ่งที่เราเห็นใช้กันบ่อยหน และคิดว่าเป็นคำที่สวยงาม โดยขาดความเข้าใจว่า สองคำนี้ แม้จะความหมายเดียวกัน แต่การนำมาใช้นั้น ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง ซึ่งเรามักจะพบใช้คำว่า “สร้างสรรค์” กันโดยส่วนใหญ่ แต่บางครั้งจะได้ยินหรือได้เห็นผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ใช้คำว่า “รังสรรค์”

คำว่า “รังสรรค์” โดยความหมายแล้ว จะใช้เฉพาะกับสิ่งที่กล่าวถึงนั้น เป็นงานศิลปะ งานจิตรกรรม เช่น “กาลิเลโอ คีนิ จิตรกรเอกผู้รังสรรค์งานศิลป์ ในพระที่นั่งอนันตสมาคม” เราจะไม่ใช้ว่า “ให้เรามาร่วมกัน รังสรรค์สังคมให้น่าอยู่” แต่จะใช้ “สร้างสรรค์สังคม”

 

“นะคะ” หรือ “นะค่ะ”

อีกคำหนึ่งที่มักเห็นเขียนผิดกันบ่อยครั้ง คือคำว่า “นะคะ” กับ “นะค่ะ” คำที่ลงท้ายว่า “คะ” ใช้กับการบอกกล่าว คำที่ลงท้ายว่า “ค่ะ” ใช้กับการ รับคำ แต่เรามักเห็น เขียนคำว่า “นะค่ะ” เป็นคำบอกกล่าว เช่น “อย่าลืมซื้อเค้ก มาฝาก นะค่ะ” ซึ่งจริงๆ ต้องเขียนว่า “นะคะ” (ออกเสียงค๊ะ) โดยไม่ต้องเติม ไม้เอก เพราะว่า…

“คะ” อักษรต่ำ คำตาย สระเสียงสั้น ไม่มีวรรณยุกต์ ออกเสียงตรี เช่นเดียวกับ “นะ” “จ๊ะ” “วะ”
“ค่ะ” อักษรต่ำ คำตาย สระเสียงสั้น มีวรรณยุกต์เอก ออกเสียงโท เช่นเดียวกับ “น่ะ” “จ้ะ” “ว่ะ”

 

“โอกาศ” หรือ “โอกาส”

เป็นคำที่พบบ่อยคำหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเขียนเป็น “โอกาศ” ซึ่งในพจนานุกรมไม่ปรากฏความหมายของคำนี้

ความหมายตามพจนานุกรม

โอกาส [กาด] น. อธิบายไว้ว่า หมายถึง ช่อง, ทาง; เวลาที่เหมาะ, จังหวะ. (ป.; ส. อวกาศ).?บางครั้งเมื่อใช้ในพระราชพิธี หรือ งานที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ จะใช้ “วโรกาส” ซึ่งเป็นราชาศัพท์ ที่สื่อความหมายเดียวกันกับข้างต้น

ขอให้พึงจำว่า “กาศ” ใช้กับ “อากาศ” “อวกาศ” “ประกาศ” เป็นอาทิ

เหตุเพราะคำว่า “โอกาศ” เขียนผิดเป็นส่วนมาก ฉะนั้น เราจึงต้องหา “โอกาส” เรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อที่จะเขียนคำว่า “โอกาส” ให้ถูกต้อง

 

“อนุญาต” หรือ “อนุญาติ” กันแน่

หลายคนคุ้นตา กับ การเขียนเป็น “อนุญาติ” ซึ่งแท้จริงแล้วคำนี้ เขียนผิด และไม่มีความหมาย

ความหมายตามพจนานุกรม

“อนุญาต” ไม่ต้องมีสระ “อิ” หลัง “ต” โดยให้ความหมายของคำไว้ว่า อนุญาต ก. ยินยอม, ยอมให้, ตกลง.

“ญาติ” , ญาติ- [ยาด, ยาติ-, ยาดติ-] น. ได้อธิบายว่า หมายถึง คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสาย ฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่. (ป.).

ฉะนั้น ต่อไปเราจะไม่ยอมเขียนว่า “อนุญาติ” แต่จะพึงจำและเขียนว่า “อนุญาต” เสมอและ “อนุญาต” ให้ทุกท่านฝึกฝน หัดเขียนหลายๆ หน จนคุ้นตา

 

“น้ำแข็งใส” ไม่ใช่…พึงจำไว้ต้องเขียน “น้ำแข็งไส”

หลายครั้ง เมื่อเราผ่านร้านขนมหวาน ทีมีรายการชวนทานให้ชื่นใจ ที่ใส่มาพร้อมน้ำแข็งเกล็ดละเอียด หลายร้านมักเขียนเป็น “น้ำแข็งใส”?อาจจะเป็นเพราะ คิดเหมาสรุปความไปเอง เข้าใจไปเอง จากที่เคยได้ยินมา เลยเขียนเป็น “น้ำแข็งใส” โดยคิดว่า ความหมายคือ ความ “ใส” ของน้ำแข็ง

แต่แท้จริงแล้ว ที่มาของ “น้ำแข็งไส” ว่าเป็นกริยา การไสน้ำแข็งไปบนม้า ที่มีลิ้นเป็นใบมีด เมื่อไสก้อนน้ำแข็งไปบนใบมีด ก็จะได้เกล็ดน้ำแข็งเป็นแผ่นเล็กๆ ร่วงลงมาในถ้วยที่รองรับ ก่อนที่จะราดด้วยนม น้ำเชื่อม น้ำหวาน พร้อมเครื่องเคราอีกตามชอบ ซึ่งหากย้อนไปสัก 20-30 ปี จะพบ การขายน้ำแข็งไสแบบนี้อยู่ดาษดื่น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เป็นที่นิยมนัก

ฉะนั้น “น้ำแข็งไส” คือเกล็ดน้ำแข็งที่ได้จากการ “ไส” น้ำแข็ง หาใช่ความ “ใส” ของน้ำแข็ง ฉะนั้น จึงต้องเขียนให้ถูกเป็น “น้ำแข็งไส”

 

คำนี้เขียนอย่างไรดี “สีสรรค์” “สีสัน” หรือว่า “สีสรร”

หลายครั้ง เราอาจจะเคยอ่านพบข้อเขียน “บรรยากาศในวันนั้น มีหลากหลายรายการที่ผู้จัดงานได้นำมาช่วยสร้างสีสรร” บ้างก็เขียนว่า “วันนี้ ทุกคนต่างสนุกสนานกันถ้วนหน้า ที่นักแสดงชื่อดัง ได้มาร่วมร้องเพลงสร้างสีสรรค์”

หากไม่คุ้นกับการเขียนคำนี้ หลายคนก็อาจจะผ่านตาไป ไม่ได้สนใจ แต่บางคนก็จะนึกขัดๆ ตา และถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วคำนี้ เขียนว่า “สีสัน” “สีสรรค์” หรือว่า “สีสรร” กันแน่

ความหมายตามพจนานุกรม

“สีสรรค์” เราจะไม่พบอะไร ส่วนคำว่า “สีสรร” เมื่อค้น ก็จะไม่พบความหมายเช่นกัน แต่อาจจะแปลความตามหลักการผสมคำได้ว่า สี+สรร ซึ่งจะรวมความหมายแปลได้ว่า สีที่สรร หรือ สีที่เลือกสรร มา ซึ่งความหมายก็จะไม่ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อผ่านประโยคดังข้างต้น

ครั้นค้นความหมายคำว่า “สีสัน” เราก็จะไม่พบความหมายในพจนานุกรมเช่นกัน ทว่า ได้มีการนำมาใช้เขียนเมื่อต้องการบรรยายในเชิงศิลปะ หรือ บรรยากาศ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยภาพ เสียงดนตรี หรือความรื่นรมย์ บันเทิงต่างๆ ซึ่งในหมู่นักเขียน จะเข้าใจในทิศทางเดียวกัน

เมื่อใด ที่เห็นว่า เหมาะควรจะใช้คำนี้ เราจึงเขียนว่า “สีสัน”

 

“ราดหน้า” หรือว่า “ลาดหน้า”…”ราดยาง” หรือ “ลาดยาง”

อีกคำหนึ่งที่มักเห็นเขียนผิดกันมาก คือคำว่า ก๋วยเตี๋ยว “ราดหน้า” หลายๆ ร้าน มักจะเขียนก๋วยเตี๋ยว “ลาดหน้า” ขณะเดียวกัน คำว่า ถนนลาดยาง มักเขียนผิดเป็น “ถนนราดยาง”

ความหมายตามพจนานุกรม

ลาด ก. ปูแผ่ออกไป เช่น ลาดพรม ปูลาดอาสนะ, โดยปริยายหมายถึง สิ่งที่มีอาการคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ถนนลาดยาง. ว. เทตํ่าหรือ เอียงขึ้นน้อยๆ เช่น ที่ลาด

ราด ก. เทของเหลวๆ เช่นนํ้าให้กระจายแผ่ไปหรือให้เรี่ยรายไปทั่ว เช่น ราดนํ้า, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า, ข้าวราดแกง โดยปริยายหมายถึงอาการที่ คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ปัสสาวะราด

เมื่อพิจารณาการผสมคำ เราจะจำได้ง่ายขึ้น และเข้าใจว่าทำไม “ลาดหน้า” และ “ราดยาง” ทั้ง 2 คำนี้จึงเขียนผิด

 

“อบอวน” กับ “อบอวล” ชวนสงสัย

เป็นอีกคำหนึ่ง ที่หลายๆ คนสับสน สงสัย ว่าเขียนอย่างไร จึงถูก ซึ่งคำว่า “อบอวน” หากแปลตรงๆ จะได้ความหมายว่า นำ “อวน” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับหาปลา

นำมา “อบ” คือการปรุงกลิ่นด้วยควัน หรือ ใช้ความร้อนจากไฟ จากไอน้ำ โดยไม่ให้ความร้อนหรือกลิ่นออกไป ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเบื้องหลังของการใช้คำนี้เพื่อขยายความแล้ว การใช้คำว่า “อบอวน” จึงผิด เพราะหมายถึงการทำให้ เครื่องมือหาปลามีกลิ่น

ขณะที่ เมื่อเราเขียนว่า “อบอวล” เพื่อขยายความ เช่นประโยคที่ว่า “เพียงเดินเข้าไปยังห้องบรรทม ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้” หาก ลองค้นคำ ในพจนานุกรม จะพบการอธิบายคำว่า “อบอวล” ไว้ว่า…อบอวล ก. ตลบ, ฟุ้ง, (ใช้แก่กลิ่น). ว. มีกลิ่นตลบ, มีกลิ่นฟุ้ง.

จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และควรจำไว้เสมอว่า “อบอวน” เขียนผิด แต่ “อบอวล” เขียนถูก

 

“เท่” ดีไหม…หรือจะ “เท่ห์” ดี

บ่อยหน ที่เราจะพบคนส่วนใหญ่ มักจะเขียนว่า “เท่ห์” เพื่อขยายความในสิ่งที่พบเจอ ซึ่งแท้จริง คำว่า “เท่ห์” เป็นคำที่ไม่มีความหมายแต่อย่างใด หากค้นคว้าในพจนานุกรม ก็จะไม่พบคำอธิบาย เมื่อพิจารณาดู จะพบว่า “เท่ห์” มักตั้งเป็นแต่ชื่อคนเท่านั้น

ขณะที่ลอง ตัด “ห์” ออกไป แล้วค้นคำว่า “เท่” เราจะได้ความหมายของคำอธิบายในพจนานุกรมว่า…

ความหมายตามพจนานุกรม

เท่ ว. เอียงน้อยๆ (มักใช้แก่การสวมหมวก); โก้เก๋ เช่น แต่งตัวเท่ ฉะนั้น คำว่า “เท่” จึงเป็นคำที่ถูกต้อง ต่อไปนี้ ขอให้ลืมไปเลยกับคำว่า “เท่ห์” เว้นแต่ใช้เป็นนามเฉพาะในการตั้งชื่อคน ซึ่งเป็นที่นิยมตั้งชื่อ ทั้งชื่อจริง และชื่อเล่นว่า “เท่ห์”

ขอให้จำไว้ว่า เมื่อต้องการขยายความในสิ่งที่เห็น “เท่ห์” เขียนผิด ต้องเขียน “เท่” จึงจะถูกต้อง

 

อยากรู้คำว่า ญัตติ.. เขียนแบบไหน “ญัติติ” หรือ “ญัตติ”

เราจะมาพิจารณาด้วยกัน ว่าเขียนอย่างไรจึงจะถูก…เริ่มจาก ค้นหาคำว่า “ญัติติ” ซึ่งค้นหาเท่าไร ก็ไม่พบความหมาย ครั้นค้นคำว่า “ญัตติ” จะพบข้อมูลดังนี้

ความหมายตามพจนานุกรม

ญัตติ น. คําประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทํากิจของสงฆ์ร่วมกัน เช่น ญัตติทุติยกรรมวาจา ญัตติจตุตถกรรมวาจา, คําเผดียงสงฆ์ ก็ว่า ข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภาเพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่; หัวข้อโต้วาที เช่น โต้วาทีในญัตติว่า ขุนช้างดีกว่าขุนแผน. (ป.).

ฉะนั้น “ญัติติ” เขียนผิด ต้องเขียน “ญัตติ” จึงจะถูกต้อง

 

“หลับไหล” หรือ “หลับใหล”… “หลงไหล” กับ “หลงใหล”

เป็นอีก 2 ประโยค ทีชวนให้สงสัย และสับสนกันมานาน สำหรับคำที่ใช้สระ-ใ (ไอ-ไม้ม้วน) จริงๆ คำที่ใช้ สระไอ-ไม้ม้วน ถ้าท่องคำกลอน 20 ม้วนจำจงดี เมื่อตอนเรียนสมัยประถมน่าจะถูกนะครับ” พร้อมฝากบทกลอนไว้ดังนี้…

ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อมิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัวหูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยงยี่สิบม้วนจำจงดี

พร้อมกำชับว่า “ส่วนคำไหนไม่ได้อยู่ในนี้ก็ใช้สระไอ ไม้มลายนะคะ”

ความหมายตามพจนานุกรม

“ไหล” เปรียบเทียบกับ “ใหล” ซึ่งคำว่า “ไหล” หมายถึง เลื่อนไป หรือเคลื่อนที่ไปอย่างของเหลว

“หลงใหล” หมายถึง เผลอไผล สติเฟือน (…สองเผือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่…/ในลิลิตพระลอ)

จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะใช้ “หลับใหล” จะมีบ้างที่ใช้ หลับไหล แต่ไม่นิยม

ควรรู้เพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วคำว่า “ใหล” ที่ใช้ไม้ม้วน จะไม่ใช้ลำพัง แต่ต้องใช้ซ้อนกับคำอื่น ได้แก่ ใช้ซ้อนกับคำว่า หลง เป็น หลงใหล และซ้อนกับคำว่า หลับ เป็น หลับใหล

คำว่า “ใหล” ที่ใช้ไม้ม้วนนี้ จึงทำให้เข้าใจได้ว่า หมายถึงอาการคล้ายละเมอ เพราะในภาษาลาวมีคำว่า ใหล (สะกดด้วยสระไอ ไม้ม้วน) หมายถึง ละเมอ หรือ พูดในเวลาเผลอสติ อย่างคนบ้าจี้ที่ถูกหลอกให้ตกใจแล้วมักจะพูดโพล่งออกมา จึงเข้าใจได้ว่า “หลับใหล” เป็นอาการของคนที่หลับไม่รู้สึกตัว เผลอ ละเมอออกมา อย่างไม่ได้สติ

ฉะนั้น จึงพบราชบัณฑิตและผู้ที่เข้าใจรากศัพท์ภาษา เขียนเป็น “หลับใหล” ส่วนอีกคำ เชื่อว่าหลายคนจะจำได้แล้วว่า ต้องเขียนว่า “หลงใหล” จึงถูกต้อง

ขอบคุณบทความ :: ทิวสน ชลนรา

คำที่มักเขียนผิด?ในชีวิตประจำวัน


แวะมาพูดคุยทักทายกันก่อนจ้า

Teen Talk
รู้หรือไม่? วันที่ 8 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันแห่งคนอ้วน (Debu No Hi) ในประเทศญี่ปุ่น ^^

เนื้อหาล่าสุดในหมวด

ตู้กดเงิน เกย์ทีเอ็ม กดได้เฉพาะชาวสีม่วงนะยะ
ตู้กดเงิน เกย์ทีเอ็ม กดได้เฉพาะชาวสีม่วงนะยะ
อุ้ยต๊ายว้ายกรี๊ด...มาดูตู้เอท...
เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย
เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย
ตอนนี้ในโลกโซเชียลนั้นต่างก็แช...
กฎหมายใหม่ คิดก่อนแชร์ ไม่งั้นเตรียมแห่เข้าคุก
กฎหมายใหม่ คิดก่อนแชร์ ไม่งั้นเตรียมแห่เข้าคุก
ปัจจุบันโซเชี่ยลมีเดียมีบทบาทส...
คุณพ่อสุดครีเอท เปลี่ยนแพนเค้กให้มีชีวิต
คุณพ่อสุดครีเอท เปลี่ยนแพนเค้กให้มีชีวิต
คุณพ่อชาวฝรั่งคนนี้ ต้องการสร้...
เรื่องจริง ต้นฉบับเจ้าหญิงดิสนีย์ โหดร้ายมาก!
เรื่องจริง ต้นฉบับเจ้าหญิงดิสนีย์ โหดร้ายมาก!
ตอนเด็ก นิทานหรือการ์ตูนในดวงใ...

ร่วมโหวตสุดยอดดาวโรงเรียน

Candy ClubInside Asian

เนื้อหาล่าสุด Teen MThai

เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย
ตู้กดเงิน เกย์ทีเอ็ม กดได้เฉพาะชาวสีม่วงนะยะ